Translate

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น




บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน4 เมษายน 2557 20:51 น.
 Žณ บ้านพระอาทิตย์
 โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
      
       ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่องน้ำมันมะพร้าวมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มได้รับข้อมูลมากขึ้น ซึ่งถ้าเรารู้คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าวมากขึ้น ก็จะทำให้คนไทยได้พึ่งพาน้ำมันพืชจากผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพาะปลูกในประเทศไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะมะพร้าวของประเทศไทยขึ้นชื่ออย่างมากว่าสามารถผลิตกะทิและน้ำมันมะพร้าวได้มากที่สุดและคุณภาพดีที่สุดในโลก
      
       เหลือเพียงอย่างเดียวว่าคนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเกษตรไร้สารพิษ เนื่องจากผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมักเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพมากกว่าราคาที่ต้องจ่ายไปเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น ถ้าประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องการปลูกมะพร้าวไร้สารพิษมากขึ้น ก็สามารถพึ่งพาตัวเองให้ได้มากขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย
      
       คำถามมีอยู่ว่าบริโภคน้ำมันอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับร่างกายเรา?
      
       ในหนังสือเรื่อง "น้ำมันมะพร้าว รักษาโรค" เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้กล่าวถึงประมาณแคลอรี กับ น้ำมันมะพร้าวความตอนหนึ่งดังนี้
      
       "น้ำมันมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็น "น้ำมันแคลอรีต่ำ" และมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ แม้จะได้ชื่อว่าแคลอรีต่ำก็ยังอยู่ที่ 6.8 แคลอรีต่อกรัม ซึ่งก็ยังสูงกว่าแป้งและโปรตีนอยู่ดี แต่สาเหตุที่น้ำมันมะพร้าวช่วยลดน้ำหนักได้ ก็เพราะเมื่อกินนน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหารอย่างเหมาะสม จะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ไม่กระวนกระวายอยากกินของจุบจิบ ซึ่งเป็นปกตินิสัยที่ไม่ค่อยดีของคนอ้วนทั้งหลายอยู่แล้ว"
      
       ข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น จึงพบว่าอัตราการเผาผลาญเป็นพลังงานของร่างกายจะสูงขึ้นไปด้วย
      
       งานวิจัยของสกาฟี (Scalfi, L., et Al. Pospandial thermogenesis in lean and obese subjects after meals supplemented with medium-chain and long-chain triglycerides. ตีพิมพ์ใน Am J Clin Nutr 1991; 53:1130-1133) โดยเขาศึกษาพลังงานที่ใช้ก่อนและหลังมื้ออาหารที่ใส่น้ำมันสายโซ่ปานกลาง พบว่าในคนรูปร่างปกติเมื่อดื่มน้ำมันมะพร้าวแล้ว อัตราเผาผลาญพลังงานจะเพิ่มขึ้นถึง 48% ในขณะที่คนอ้วนพบว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยให้อัตราเผาผลาญเพิ่มขึ้นถึง 65% หมายความว่าคนอ้วนจะถูกกระตุ้นให้เผาผลาญอาหารได้เร็วขึ้นด้วยน้ำมันมะพร้าวมากกว่าคนผอม
      
       นั่นคือตัวอย่างคุณสมบัติที่ดีของน้ำมันมะพร้าว แต่ถ้าจะสรุปให้ทราบถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสำหรับการดื่มหรือมาทำอาหารนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้
      
       1. ในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวมากที่สุดในโลก หมายความว่าสายโซ่คาร์บอนได้จับกับไฮโดรเจนครบแขน ทำให้ไม่เปิดช่องให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จึงไม่เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเป็นไขมันที่แทบไม่เกิดอนุมูลอิสระจึงทำให้ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์
      
       2. คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าวที่อิ่มตัวมากที่สุดในโลก เมื่อโดนความร้อนก็ไม่เปิดโอกาสให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาเกิดโครงสร้างบิดตัวกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นโรคหัวใจ
      
       3. น้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์สายโซ่ปานกลางมากที่สุดในโลก ทำให้ดูดซึมเป็นพลังงานแก่ตับได้เร็วมากภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่เหลือไขมันตกค้าง
      
       4. เป็นอาหารแก่เซลล์ได้รวดเร็วมาก โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ต่างจากการได้สารอาหารจากแป้งหรือกลูโคสในน้ำตาล หรือจากกรดไขมันสายยาวชนิดอื่น จึงเหมาะกับเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ทีป่วยเป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มโรคสมองเสื่อม (ความจำเสื่อม, พาร์กินสัน, ลมชัก, อัมพาต) และรวมไปถึงโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ วิธีการบริโภคกลุ่มนี้คือ งดแป้ง งดน้ำตาล และบริโภคน้ำมันมะพร้าวเสริม
      
       5. กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญร่างกายได้สูงขึ้น ทำร่างกายสามารถแปลงคอเลสเตอรอล เป็นฮอร์โมน เยื่อหุ้มเซลล์ และน้ำดีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวแทบทุกคนจะมี ไลโปโปรตีนชนิดหนาแน่นสูง High Density Lipoprotein หรือ HDL (ไขมันตัวดี)เพิ่มขึ้นทุกคน เพราะตับจะผลิต HDL ดึงคอเลสเตอรอลและ Low Density Lipoprotein หรือ LDL (ไขมันตัวเลว)ส่งไปใช้งานที่ตับได้มากขึ้น
      
       6. เมื่ออัตราการเผาผลาญสูงขึ้น จึงทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ในช่วงแรกๆของนักบริโภคมือใหม่ จึงอาจต้องค่อยๆปรับระดับการบริโภคให้ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามากเพราะอาจมีอาการคล้ายท้องเสีย
      
       7. โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดลอริก โมโนคาโปรอินซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดคารปริลิก โมโนคาปริลินของกรดคาปริก ซึ่งอยู่ในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ยิสต์ โปรโตซัว ที่ก่อโรค และยังกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T เซลล์ จึงเป็นน้ำมันที่ฆ่าเชื้อก่อโรคได้มีประสิทธิภาพมาก และหากโมโนลอรินฆ่าเชื้อในลำไส้ร่างกายก็อาจจะต้องมีการขับถ่ายออกมาได้มากเช่นเดียวกัน
      
       8. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ในรูปของ วิตามินอี สารฟีนอล และสารไฟโตสเตอรอล
      
       คำถามมีอยู่ว่าจะบริโภคอย่างไรจึงจะดีที่สุด จึงขอรวบรวมคำแนะตามของสูตรต่างๆดังนี้
      
       1. ถ้าต้องการบริโภคอาหารที่ต้องผัดและทอด ให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันชนิดอื่นทั้งหมด
      
       2. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือกินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว การกินอาหารจะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง พร้อมกับกินผัก โปรตีน และไขมัน และให้ลดหรืองด แป้งและอาหารรสหวาน
      
       3. ถ้าจะรับประทานตามที่สมาคมหัวใจของสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ก็คือ กินน้ำมันไม่เกิน 30% ของแคลอรีรวม
      
       นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้ยกตัวอย่างว่า:
      
       "ถ้าคนปกติ กินวันละ 2,500 แคลลอรี ก็ควรเป็นน้ำมัน       =  750 แคลลอรี
       ในจำนวนนี้เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว                                = 250 แคลลอรี
       น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี.) ถ้ากิน 2 ช้อนโต๊ะ                =  30 ซีซี
       คิดเป็นแคลอรี 30 x 9                                              = 270 แคลลอรี
       แปลว่าถ้าเดินสายกลาง ควรกินน้ำมันมะพร้าววันละ             =  2 ช้อนโต๊ะ
      
       ส่วนใครที่กินมังสวิรัติ ไม่รับประทานทั้งเนื้อ นม ไข่ ชีส ก็อาจกินน้ำมันมะพร้าวได้ถึงวันละ 6 ช้อนโต๊ะ
บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น
       ส่วน ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้แนะนำว่า ถ้าน้ำหนักตัว 34 - 44 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 45 -56 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, น้ำหนักตัว 57 - 67 กิโลกรัม ให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 68-78 กิโลกรัมให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, ส่วนน้ำหนักตัว 79 กิโลกรัมขึ้นไป ให้บริโภค 4 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน
      
        สำหรับการบริโภคเพื่อบำบัดโรคสมองเสื่อม ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้กล่าวว่าไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางที่ใช้สำหรับการรักษา อยู่ที่ 20 กรัมต่อวัน หากคำนวณปริมาณน้ำมันมะพร้าว จะอยู่ที่ 35 มิลลิกรัม หรือ 7 ช้อนชา อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนมาก มีความทนทานต่อน้ำมันมะพร้าวต่างกัน ดังนั้น จึงควรบริโภคน้อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึง 7 ช้อนชา โดยเริ่มจาก 1 ช้อนชา รับประทานร่วมกับอาหารในตอนเช้า จากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุก 2-3 วัน จนกระทั่งท่านสามารถทนต่อการบริโภคทีเดียว 7 ช้อนชา การบริโภคน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหลว เป็นวิธีที่ดีสุด เพื่อที่จะป้องกันปัญหาท้องเดิน
      
        อย่างไรก็ตาม นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า เราแนะนำให้คนทั่วไปกินน้ำมันมะพร้าวประมาณ 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักตัวซึ่งกลับจะลดน้ำหนักหรือไขมันเลือด แต่ทั้งนี้เมื่อน้ำหนักลดลงแล้ว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วย อย่ากินแป้ง ข้าวขัดขาว อาหารขยะ นม รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมวัว น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ให้หันมากินข้าวกล้องและผักผลไม้มากขึ้น รวมทั้งหมั่นออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญแคลอรีส่วนเกินออกไปด้วย
      
        แม้ว่ากะทิ 4-5 ส่วน จะมีน้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน แม้จะให้ผลเท่ากันในเชิงเปรียบเทียบปริมาณการบริโภค แต่ก็ต้องระวังด้วยเพราะกะทิมักจะกินกับแป้งขัดขาว ในขณะที่ขนมที่มีกะทิก็ต้องไม่ให้หวานเกินเช่นกัน
      
        นอกจากนี้แล้วผมยังเห็นว่ามื้อที่เหมาะแก่การดื่มสดมากที่สุดคือมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่มีการอดอาหารมาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะหากมีการลดแป้งและน้ำตาลตอนมื้อเย็นก่อนหน้า สารคีโตนในน้ำมันมะพร้าวจะมาเลี้ยงเซลล์สมองได้ดีกว่ามื้ออื่น แต่ถึงกระนั้นสำหรับบางคนที่ไม่สามารถดื่มน้ำมันมะพร้าวในคราวเดียวได้ ก็สามารถแบ่งดื่มได้ระหว่างแต่ละมื้อตามความเหมาะสมของร่างกาย แต่แนะนำให้ดื่มก่อนมื้ออาหารสัก 1 ชั่วโมง เพื่อดูว่าหลังได้รับพลังงานจากน้ำมันมะพร้าวแล้ว เราจะรู้สึกอยากกินอาหารอีกเท่าไหร่ให้พอดีกับความต้องการหลังดื่มน้ำมันมะพร้าว (ทั้งไม่ให้มากไปและน้อยไป)
      
        ในความเห็นของผมเพิ่มเติม น้ำมันมะพร้าวจัดเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน ดังนั้นก็จะต้องพิจารณาสมดุลร้อนเย็นอีกด้วย ดังนั้นการวัดอุณหภูมิในร่างกายถ้าในช่วงร้อนเกินหากจะบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะต้องจัดสมดุลอาหารฤทธิ์เย็นเข้าช่วยด้วย เช่น น้ำใบบัวบก ใบเตย ฯลฯ แต่ถ้าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วหรือผู้ชายที่มีอุณหภูมิใต้ลิ้นเฉลี่ย 5 วันในช่วงเช้าต่ำกว่า 36.3 องศาเซลเซียส หรือในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส น้ำมันมะพร้าวจะเหมาะที่จะบริโภคอย่างยิ่ง
      
        อย่างไรก็ดีคนที่รับประทานยากเพราะความมันของน้ำมันนั้น ก็มีเทคนิคเล็กน้อยคือดื่มน้ำอุ่นๆตามเล็กน้อย ส่วนถ้ามีเครื่องดื่มอย่างอื่นเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำเอนไซม์ให้ดื่มหลัง หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นที่มีรสชาติหวานให้ดื่มหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง ส่วนคนที่รับประทานสดๆ ไม่ได้ความจริงแล้วก็ยังสามารถผสมในอาหารได้อีกหลายเมนู เช่น การใช้น้ำมันสกัดเย็นไปร่วมผสมหุงข้าวเสมือนเป็นข้าวมันมะพร้าวร่วมกับธัญพืชงอกหลายๆชนิด หรือเมนูผัดทอดที่เหมาะกับน้ำมันสกัดเย็นที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นเมนูไข่ ทั้งไข่ดาว ไข่เจียว ไข่กวน กลิ่นมะพร้าวจะมีความกลมกลืนคล้ายเนยได้อย่างลงตัว แต่ถ้าเป็นไปได้การดื่มสดจะมีคุณภาพมากที่สุด
      
        ส่วนน้ำมันสำหรับปรุงอาหารที่เป็นสีเหลืองนั้น คุณภาพไม่เหมาะกับการดื่มสด เพราะคุณสมบัติด้อยกว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพียงแต่เราใช้ไปเพื่อไม่ต้องไปใช้น้ำมันชนิดอื่นที่มีโทษต่อสุขภาพร่างกายเราเท่านั้น
บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตารางกิจกรรมล้างพิษตับ เมย. - พ.ค. - มิ.ย. 2557

ตารางกิจกรรมล้างพิษตับ, นิ่วในถุงน้ำดี ( เมย. พค. มิ.ย. 2557 ) 
+ การเตรียมตัว.
บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ / มวกเหล็ก/ ปทุมธานี /สามพราน / (สูตร อ.ขวัญดิน)
เปิดบริการผู้รักสุขภาพ ด้วยธรรมชาติบำบัด ใช้เวลาเพียง 2 คืน 3 วัน 
……………………………………………………………
เดือน เม.ย. 2557
ศ.-ส.-อา. (18-20 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (25-27 ) บ้านสุขภาพ สามพราน

เดือน พฤษภาคม 2557
ศ.-ส.-อา. (2-4 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ 
ศ.-ส.-อา. (9-11 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (16-18 ) บ้านสุขภาพ สามพราน 
ศ.-ส.-อา. (23-25 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี 
ศ.-ส.-อา. (30-1 มิ.ย. ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่

เดือน มิถุนายน 2557
ศ.-ส.-อา. (6-8 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (13-15 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่
ศ.-ส.-อา. (13-15 ) บ้านสุขภาพ ชาญอิสสระ
อ.-พ.-พฤ. (17-19 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี (วันธรรมดา)
ศ.-ส.-อา. (20-22 ) บ้านสุขภาพ สามพราน 
ศ.-ส.-อา. (27-29 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
 


หมายเหตุ :
ค่าใช้จ่าย
ที่่บ้านสุขภาพ เขาใหญ่
(เสมอดาว รีสอร์ท)  ท่านละ 2,500 บาทโทร. 08-4356-1056

ที่่บ้านสุขภาพ มวกเหล็ก
(ชาญอิสระ รีสอร์ท)  ท่านละ 3,000 - 3,500 บาท
บ้านสุขภาพ สามพราน (รร.นายร้อยตำรวจฯ)  ท่านละ
3,000 บาท  
โทร.
09-1521-3905


ที่บ้านสุขภาพ ปทุมธานี (โปรเกรสแมนชั่น)  ท่านละ
3,000 บาท 
โทร. 09-1450-2131, 09-2346-3026

หากติดต่อไม่ได้ หรือไม่ได้รับความสะดวก
ติดต่อ...ติดต่อสอบถาม คุณปลายไพร 09-2329-4426, 09-28936241
..................................................................
การเตรียมตัวเข้าล้างพิษฯ
ผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับฯ ควรมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองและสามารถอดอาหารได้
อาการที่ไม่ควรเข้าคอร์ส
- ความดันสูงมากเกินไป
- เบาหวานที่ฉีดอินซูลินแล้ว
- โรคหัวใจขั้นร้ายแรง
- มะเร็งขั้นสุดท้าย
- ฟอกไตแล้ว

- โรคติดต่อร้ายแรง
- ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
- สตรีมีครรภ์ 
- เด็กอายุต่ำกว่า
17 ปี
เพื่อสุขภาพของผู้รับสาย กรุณาโทร.ติดต่อในเวลา 08.30 - 18.00 น. ไม่มีวันหยุด
-เพื่อให้ร่างกายลดความเป็นกรด พร้อมจะขับพิษมากที่สุด ก่อน 2 - 3 วัน ควรงดเว้นชา กาแฟ ชอกโกแลต น้ำอัดลม เหล้า บุหรี่ นมจากสัตว์ อาหารที่ต้องผัดน้ำมัน ของทอด อาหารรสจัด เนื้อสัตว์ เครื่องดื่มแช่เย็น งดเว้นเนื้อสัตว์และควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย (ผักลวก น้ำพริกมะนาว ต้มจืดเต้าหู้อ่อน แอปเปิลเขียว ส้มทุกชนิด) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

สิ่งที่ต้องเตรียม : เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน สวมใส่สบาย สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว รองเท้าแตะ

วันที่
1 ที่บ้าน  --------------------------------------------------
05.00  น.  ตื่นนอน ทำดีท็อกซ์สวนระบายล้างลำไส้ (หรือเตรียมน้ำอุ่น 1 ลิตร ผสมมะนาว 1-2 ลูก ดื่มให้หมดครั้งเดียว เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย และล้างพิษที่ตับ) หรือดื่มน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 1 ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำอุ่นตามให้มาก เพื่อช่วยขับระบายพิษ
หลัง 12.00 น.  งดอาหารขบเคี้ยวทุกชนิด ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำแอปเปิลแยกกาก (ขนาด 1 ลิตร อาจดื่มมากว่าหนึ่งกล่องได้) สลับกับน้ำเปล่า
และเตรียมตัวเดินทางไปล้างพิษฯ
15.00 - ลงทะเบียน / กรอกข้อมูลสุขภาพ / วัดความดัน / ชั่งน้ำหนัก
17.00
- แนะนำวิธีดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้) / เข้าที่พัก / ทำดีท็อกซ์ (ครั้งที่ 1)
19.30
แนะวิธีปฏิบัติตัวระหว่างเข้าคอร์ส / พักผ่อนตามอัธยาศัย นอนไม่เกิน 21.00 น.

วันที่
2 --------------------------------------------------------------
05.00 -ตื่นนอน / ทำดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้ ครั้งที่ 2)
06.00 -
อมน้ำมันมะพร้าว 1 ช.ต. ( 10-15 นาที) บ้วนทิ้ง ห้ามกลืนลงท้อง / ออกกำลังกาย
07.00 -
ดื่มน้ำน้ำสมุนไพรชาข้าวเปลือกงอก /แช่เท้า / พอกหน้า ด้วยสมุนไพร
08.30 -
งดดื่มน้ำทุกชนิด หากกระหายให้ดื่มได้เล็กน้อย
09.00 -
ดื่มสมุนไพร (ลิดท็อกซ์) ล้างลำไส้
09.30 -
ดื่มน้ำสมุนไพรมะขาม /น้ำชามะละกอ /น้ำด่าง
           -
ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ
11.30 -งดดื่มน้ำทุกชนิด หากกระหายให้ดื่มได้เล็กน้อย
12.00 -
ดื่มสมุนไพร (ลิดท็อกซ์) ล้างลำไส้ /พักผ่อนตามอัธยาศรัย
12.30 -
ดื่มน้ำสมุนไพรมะขาม/น้ำชามะละกอ /น้ำด่าง
15.00 -
ดื่มน้ำผลไม้ /พักผ่อนตามอัธยาศัย
           -
ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ
17.00 -
ทำดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้ ครั้งที่ 3)
18.00 -
ดื่มน้ำดีเกลือครั้งที่ 1 (งดดื่มน้ำ 30 นาที)
19.00 -
ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ
20.00 -
ดื่มน้ำดีเกลือครั้งที่ 2 (งดดื่มน้ำ 30 นาที)
21.30 -
แนะนำวิธีดื่มน้ำมันมะกอก /การเก็บพิษจากตับ
22.00 -
ดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว (เขย่าให้เข้ากันแล้วดื่มทันที)
22.15
เข้านอนทันทีโดยนอนตะแคงขวาอย่างน้อย 20 นาที
          (หากอยากขับถ่ายลุกไปทำธุระแล้วรีบกลับมานอน)

วันที่
3 ----------------------------------------------------------------
05.00 -ตื่นนอน ทำกิจวัตรส่วนตัว ทำดีท็อกซ์ (ครั้งที่ 4) ใส่ถังเก็บไว้
07.00 -
อมน้ำมันมะพร้าว 1 ช.ต. ( 10-15 นาที) บ้วนทิ้ง ห้ามกลืนลงท้อง / ออกกำลังกาย
           -
ดื่มน้ำสมุนไพรอื่นตามที่จัดให้
          -
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ / ถ่ายรูปร่วมกัน
10.00 -สวนล้างลำไส้ (ครั้งที่ 5) ลงในถังเดิม นำไปตรวจ
11.00
รับประทานอาหารมังสวิรัติ
         -และเดินทางกลับ โดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ : ให้รับประทานอาหารย่อยง่ายอีก 3 วัน และสวนล้างลำไส้เช้า-เย็น 7 วันต่อเนื่อง
                 เพราะพิษที่ขับออกจากตับค้างอยู่ในลำไส้ อาจทำให้ไม่สบายหรือมีตุ่มคันตามผิวหนัง.
-------------------------------------------------------
สอบถามเส้นทาง 08-1566-4125
_______________________________________________________________
**จองแล้วโอนเงินภายใน 3 วัน**
ก่อนโอนเงิน กรุณาอ่านและทำความเข้าใจ  เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น

เมื่อโอนเงินแล้ว หากยกเลิก- เลื่อน   จะไม่คืนเงินทุกกรณี
ให้ผู้เข้าคอร์สหาคนมาแทนใน
วันที่จองเท่านั้น
กติกานี้เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน
2556  เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
........................................................................................................
บัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา ตลาดบอง มาร์เช่

เลขที่ื 217-206894-4  ชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา

และบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ 
เลขที่ื 879-012780-0  ชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา
…………………………………………………………………………………………………

พื่อสุขภาพของผู้รับสาย กรุณาโทร.ในเวลา 08.30-18.00 น.
หากติดต่อลำบากหรือสายไม่ว่าง
 ต้องขออภัยนะค่ะ
..........................................................................................
Guidance to Prepartion for Detoxification Program  and  Liver Flush Course Schedule (Short Course)
In order to lower the acidity in your body and be ready to expel the toxins at most, 2 days before joining the detoxification program, tea, coffee, chocolate, carbonated soft drink, liquor, cigarette, diary-based milk, fried foods, foods fried with oil, spicy foods and meats should be abstained.  Intake of easily digested foods is to be taken ( e.g., steamed or boiled vegetables, lemon & chilli paste, mild soup with vegetables and bean curd, green apple, all kinds  or oranges etc.) and take a full and enough rest.
Prepared Personal Belongings: Clothes for changing, loose and easily to put on, soap, tooth brush and tooth paste, towel and slipper

Day 1
Stop all kinds of  foods that require chewing,  take fruit juices or apple juice  ( 1 litre or more) alternate with pure water
05:00    Wake up/ Do your own initial cleanse, colon cleansing ( or drink 1 litre warm water mixed with lemon juice, on time drink to stimulate the excretion and liver detoxification, or take unrefined coconut oil and drink a lot of water to expel the toxins
15:00    -Registration & Check-In /Health Information Form Fill-out/ Blood Pressure measuring/ Weighting
17:00    -Guidance to colon cleansing ( colon irrigation to remove the stool and toxins from your intestines)/
-Do colon cleansing : 1st time
            -Guidance to manage and take care of yourself during the course/ Rest at you will
            -Take germinated brown rice tea
            -Go to bed no later than 21:00

Day 2
05:00    -Wake up/Do colon cleansing : 2nd time
06:30    -Oil pulling : 1 tea spoon of first-cold-pressed coconut oil to be taken and kept in your mount for 10-15  minutes and spit out. Do not swallow/ Morning exercise
07:00    -Drink germinated brown rice tea/ Toe Dipping in herbal steamed water/Face masking with herbal powder
08:30    -Stop all kinds of drinks.  A few sips are allowed if thirsty.
09:00  -Take a serving of Lidtox herb in order to clean up the intestine
09:30    -Take Tamarind herbal drink/ raw papaya tea/ Alkaline water
            -Listen lecture and watch video presentation about health
11:30    -Stop all kinds of drinks. A few sips are allowed if thirsty.
12:00  - Take a serving of Lidtox herb in order to clean up the intestine
12:30    -Take Lidtox herb in order to clean up the intestine
15:00    -Take fruit juice drink/ Listen lecture and watch video presentation about health
17:00    -Do colon cleansing : 3rd time
18:00  -Take a serving of Epsom Salt : 1st time 
20:00  -Take a serving of Epsom Salt : 2nd time
21:30    -Receive the bin/ Guidance to take the olive oil mixed with lemon juice
22:00  -Take Olive Oil mixed with Lemon juice : 150 cc each (Shake well before taking)
22:15    -Go to bed right away, laying flat on your back with your head elevated with pillows and still, put the hot bag on your belly

Day 3
05:00    -Wake up/ Do colon Cleansing : 4th Time  (store your excrements in the bin)
06:30    -Oil pulling : 1 tea spoon of first-cold-pressed coconut oil to be taken and kept in your mount for 10-15 minutes and spit out. Do not swallow/ Morning exercise
07:00    -Take herbal drinks as given
08:00    -Q & A / Group Photographing
10:00    -Do colon cleansing : 5th time (keep the excrements in the bin and take it to examine)
12:00    -Take lunch and travel back home sound and safely


Remark : Easily digested food is to be taken for another  3 days and keep doing colon cleansing in the morning and evening for 7 days consecutively. Because the toxins still keep draining from the liver and might stick in the intestine, possibly causing illness or rashes on the skin
........................................................................................................................ 
 "พบกับ Blog รูปโฉมใหม่ของบ้านสุขภาพเขาใหญ่และบ้านสุขภาพปทุมธานี ได้ที่
http://บ้านสุขภาพล้างพิษตับ.blogspot.com/"

บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาวรีสอร์ท)



___________________________________________________________________________

บ้านสุขภาพ ปทุุมธานี (โปรเกรสแมนชั่น) ปทุมธานี


________________________________________________________________________________  

บ้านสุขภาพ สามพราน(อาคารสามพรานภิรมย์)




________________________________________________________________________________ 

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

น้ำมันมะกอก เพื่อสุขภาพ


น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการบริโภค ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารรับประทานหรือผ่านการปรุง ที่สำคัญน้ำมันมะกอกยังมีผลดีต่อร่างกาย 

น้ำมันมะกอก ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด (Monounsaturated Fatty Acids) และ Polyunsaturated balance วิตามินอี วิตามินเอ โปรตีน และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) รวมถึงกลิ่นหอมของผลมะกอก และรสชาติที่อร่อย ทำให้ได้ข้อสรุปว่าน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะที่สุดสำหรับการบริโภค ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารรับประทานสดหรือผ่านการปรุงแล้ว ที่สำคัญน้ำมันมะกอกยังมีผลดีต่อร่างกายด้วย


องค์ประกอบของกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอก
มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated 55-83% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรดโอเลอิค แตกต่างจากในไขมันสัตว์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า ในขณะที่ในน้ำมันพืชมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated มากถึง 50-72% (เฉพาะในน้ำมันถั่วเหลือง และในน้ำมันดอกทานตะวันเท่านั้น)
สำหรับข้อแตกต่างระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated กับ Polyunsaturated ก็คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated จะมีความทนทานเมื่อเผชิญหน้ากับกระบวนการ Oxidative ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้น้ำมันเกิดการเหม็นหืนมากกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated โดยน้ำมันมะกอกจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated ให้ต่ำลงอยู่ในระหว่าง 3.5 และ 22% กรดไขมันเหล่านี้มีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ เมื่อเราหันมาบริโภคน้ำมันมะกอกเป็นประจำ จะทำให้ได้รับกรดไขมันที่จำเป็นเพียงพอทั้งในเด็ก และในผู้ใหญ่ นอกจากนี้น้ำมันมะกอก และน้ำมันที่ได้จากกากของมะกอกยังมีโครงสร้างของกลีเซอรอลเหมือนกันด้วย ซึ่งหมายความว่าจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายด้วยเช่นกัน และการบริโภคน้ำมันมะกอกมีผลต่อร่างกายในระบบต่าง ๆ ดังนี้
  • ผลต่อระบบการย่อยอาหาร อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกจะมีผลดีต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยจะช่วยรักษาเยื่อบุลำไส้เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารเกิดภาวะมีกรดเกลือมากผิดปกติ และยังช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กอีกด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนยาระบายอ่อน ๆ และจะมีผลดีมากขึ้นเมื่อรับประทานในขณะที่ท้องว่าง และจะสามารถช่วยรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังได้ด้วย
  • ผลต่อช่วงระยะเวลาสำคัญของชีวิต น้ำมันมะกอกช่วยสร้างความสมดุลระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัว คือ ไลโนเลอิค (Linoleic) และกรดไลโนเลนิค (Linolenic) ซึ่งกรดทั้งสองมีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำนมแม่ที่เป็นแหล่งให้กรดไขมันอย่างเพียงพอ จากคุณสมบัติดังกล่าว ถ้าเราจะบอกว่าน้ำมันมะกอกเหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับเด็กที่ไม่สบาย และเด็กที่กำลังจะหย่านม ควรบริโภคคงจะไม่ผิดนัก เพราะจะทำให้เด็กได้รับกรดไขมันทีเพียงพอ คล้ายกับการดื่มนมแม่ สำหรับผู้สูงอายุ ขอแนะนำให้บริโภคน้ำมันมะกอกด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้เจริญอาหาร เนื่องจากอาหารมีรสชาติอร่อย นอกจากนี้ยังมีผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ระบบดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินทำงานดีขึ้น น้ำมันมะกอกยังกระตุ้นการเก็บรักษาแร่ธาตุของกระดูก เพื่อป้องกันการสูญเสียแคลเซียมในกระดูกของผู้สูงอายุได้ด้วย
  • ผลต่อระบบการหมุนเวียนโลหิต อาหารที่เราทานเป็นประจำ อาจมีปริมาณของไขมันสัตว์มากจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับการหมุนเวียนโลหิต เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด โรคเส้นเลือดอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้การใช้น้ำมันมะกอกยังเป็นการเพิ่มไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDL) ซึ่งช่วยในการขนถ่ายโคเลสเตอรอลจากเซลล์อื่น ๆ เข้าสู่ตับ เพื่อให้ตับเผาผลาญต่อไป ที่สำคัญช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary) ที่เกิดจากการเกาะตัวของโคเลสเตอรอลที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่มีบาดแผล ส่งผลให้เลือดเดินผ่านไม่สะดวก กลายเป็นเส้นเลือดอุดตันในที่สุด
  • "พบกับ Blog รูปโฉมใหม่ของบ้านสุขภาพเขาใหญ่และบ้านสุขภาพปทุมธานี                              ได้ที่ http://บ้านสุขภาพล้างพิษตับ.blogspot.com/"