Translate

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

ปฎิทินกิจกรรม ล้างพิษตับ, นิ่วในถุงน้ำดี (สูตร อ.ขวัญดิน) เพื่อฟื้นฟูสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด ( ก.ค. - ส.ค. - ก.ย. - ต.ค. 2558 ) + การเตรียมตัว.

(อัพเดท เมื่อ 27/7/2558)
ปฎิทินกิจกรรม ล้างพิษตับ, นิ่วในถุงน้ำดี (สูตร อ.ขวัญดิน)
เพื่อฟื้นฟูสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด

(ก.ค. - ส.ค. - ก.ย. - ต.ค. 2558 ) + การเตรียมตัว.
บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ / ปทุมธานี / กำแพงแสน / อุทัยธานี 
เปิดบริการผู้รักสุขภาพ ด้วยธรรมชาติบำบัด ใช้เวลาเพียง 2 คืน 3 วัน
.............................
เดือน กรกฎาคม 2558
ศ.-ส.-อา. (31 - 2 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
เดือน สิงหาคม 2558
ศ.-ส.-อา. (7 - 9 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (14 - 16 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (21 - 23 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (28 - 30 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
จ.-อ.-พ. (31 - 2 ) บ้านสุขภาพ กำแพงแสน
เดือน กันยายน 2558
ศ.-ส.-อา. (4 - 6 ) ห้วยขาแข้งคันทรีโฮม อุทัยธานี
ศ.-ส.-อา. (11 - 13 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (18 - 20 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (25 - 27 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
เดือน ตุลาคม 2558
ศ.-ส.-อา. (2 - 4 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. (9 - 11 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (ดิสคัฟเวอรี่ ฮิลล์ รีสอร์ท)
ศ.-ส.-อา. (16 - 18 ) บ้านสุขภาพ กำแพงแสน
ศ.-ส.-อา. (23 - 25 ) บ้านสุขภาพ ปทุมธานี
ศ.-ส.-อา. 30 - 1 ) บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท)
...........................
(อาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาสอบถามฝ่ายรับโทรศัพท์อีกครั้ง)
...........................
หมายเหตุ : ค่าใช้จ่าย
ที่บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (เสมอดาว รีสอร์ท) ท่านละ 2,500 บาท
ที่บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (ดิสคัฟเวอรี่ ฮิล) ท่านละ 3,000 บาท
ที่บ้านสุขภาพ กำแพงแสน ท่านละ 2,900 - 3,000 บาท
ที่บ้านสุขภาพ มวกเหล็ก (ชาญอิสสระ รีสอร์ท) ท่านละ 2,800 - 3,300 บาท
โทร. (คุณจ๋า) 08-4356-1056,09-1521-3905
ที่บ้านสุขภาพ ปทุมธานี (โปรเกรสคอมเพล็กซ์) ท่านละ 3,000 บาท
ที่ห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม รีสอร์ท (อุทัยธานี) ท่านละ 3,000 บาท
โทร. (คุณพิน) 09-1450-2131, 09-2346-3026
มีบริการรถตู้ รับ-ส่ง (อย่างน้อย 10 ท่าน) (เสียค่าโดยสารเอง)
รถจอดในปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท.
ฝั่งตรงข้าม ม.หอการค้าไทย วิภาวดีรังสิต
สอบถามที่คุณจ๋า โทร. 08-4356-1056,09-1521-3905
หากติดต่อไม่ได้ หรือไม่ได้รับความสะดวก
ติดต่อสอบถาม คุณปลายไพร โทร. หรือ id Line : 09-2329-4426
สอบถามเส้นทาง....คุณโจ 08-7404-1367, คุณหนู 08-1566-4125
............................. 
การเตรียมตัวเข้าล้างพิษฯ 
.............................
ผู้เข้าคอร์สล้างพิษตับฯ ควรมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองและสามารถอดอาหารได้
อาการที่ไม่ควรเข้าคอร์ส
- ความดันสูงหรือต่ำมากเกินไป 
- เบาหวานที่ฉีดอินซูลินแล้ว 
- โรคหัวใจขั้นร้ายแรง 
- มะเร็งขั้นสุดท้าย
- ฟอกไตแล้ว
- โรคติดต่อร้ายแรง (เอดส์ วัณโรค เป็นต้น)
- ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 
- สตรีมีครรภ์ 
- เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี

....................................
(ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข ไปด้วย และควรงดสูบบุหรี่ ระหว่างอยู่ในคอร์ส)
..................................
เพื่อสุขภาพของผู้รับสาย กรุณาโทร.ติดต่อในเวลา 08.30 - 18.00 น. ไม่มีวันหยุด
..................................
-เพื่อให้ร่างกายลดความเป็นกรด พร้อมจะขับพิษมากที่สุด ก่อน 2 - 3 วัน ควรงดเว้นชา กาแฟ ชอกโกแลต น้ำอัดลม น้ำเย็น เหล้า บุหรี่ นมจากสัตว์ อาหารที่ต้องผัดน้ำมัน ของทอด อาหารรสจัด เครื่องดื่มแช่เย็น งดเว้นเนื้อสัตว์ ไข่ และควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย (ผักลวก น้ำพริกมะนาว ต้มจืดเต้าหู้อ่อน เห็ด แอปเปิลเขียว ส้มทุกชนิด) นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพควรงดเว้นอาหารแสลง 10 อย่าง
ทั้งก่อนและหลังล้างพิษตับ
1. เนื้อสัตว์ 2.เครื่องในสัตว์ 3. กระดูก 4. หนัง 5. เอ็น
6. เลือด 7.กะปิ 8.น้ำปลา 9.ไก่ 10.นม
.....................................
วันที่แรก ที่บ้าน
05.00 น. ตื่นนอน ทำดีท็อกซ์สวนระบายล้างลำไส้ หรือเตรียมน้ำอุ่น ผสมมะนาว 1-2 ลูก ดื่มสักแก้ว เพื่อกระตุ้นการขับถ่าย และล้างพิษที่ตับ) หรือดื่มน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 1 ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำอุ่นตามให้มาก เพื่อช่วยขับระบายพิษ ทานอาหารย่อยง่าย
หลัง 12.00 น. งดอาหารขบเคี้ยวทุกชนิด ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำแอปเปิลแยกกาก (ขนาด 1 ลิตร อาจดื่มมากว่าหนึ่งกล่องได้) สลับกับน้ำเปล่า
และเตรียมตัวเดินทางไปล้างพิษฯ........................
15.00 - ลงทะเบียน / กรอกข้อมูลสุขภาพ / วัดความดัน / ชั่งน้ำหนัก
17.00 - แนะนำวิธีดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้) / เข้าที่พัก / ทำดีท็อกซ์ (ครั้งที่ 1)
19.30 – แนะวิธีปฏิบัติตัวระหว่างเข้าคอร์ส / พักผ่อนตามอัธยาศัย นอนไม่เกิน 21.00 น.
วันที่สอง ที่จัดคอร์ส--------------------
05.00 -ตื่นนอน / ทำดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้ ครั้งที่ 2)
06.30 -อมน้ำมันมะพร้าว 1 ช.ต. ( 10-15 นาที) บ้วนทิ้ง ห้ามกลืนลงท้อง / ออกกำลังกาย 
07.00 -ดื่มน้ำน้ำสมุนไพรชาข้าวเปลือกงอก /แช่เท้า / พอกหน้า ด้วยสมุนไพร
08.30 -งดดื่มน้ำทุกชนิด หากกระหายให้ดื่มได้เล็กน้อย
09.00 -ดื่มสมุนไพร (ลิดท็อกซ์) ล้างลำไส้
09.30 -ดื่มน้ำสมุนไพรมะขาม /น้ำชามะละกอ /น้ำด่าง
-ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ 
11.30 -งดดื่มน้ำทุกชนิด หากกระหายให้ดื่มได้เล็กน้อย
12.00 -ดื่มสมุนไพร (ลิดท็อกซ์) ล้างลำไส้ /พักผ่อนตามอัธยาศรัย
12.30 -ดื่มน้ำสมุนไพรมะขาม/น้ำชามะละกอ /น้ำด่าง
15.00 -ดื่มน้ำผลไม้ /-ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ
17.00 -ทำดีท็อกซ์ (สวนล้างระบายพิษจากลำไส้ ครั้งที่ 3)
18.00 -ดื่มน้ำดีเกลือครั้งที่ 1 (งดดื่มน้ำ 30 นาที)
19.00 -ฟังบรรยาย-ชมวิดีทัศน์ เกี่ยวกับสุขภาพ 
20.00 -ดื่มน้ำดีเกลือครั้งที่ 2 (งดดื่มน้ำ 30 นาที)
21.00 - แนะนำวิธีดื่มน้ำมันมะกอก /การเก็บพิษจากตับ
22.00 -ดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว
22.15 –เข้านอน โดยนอนตะแคงขวาอย่างน้อย 20 นาที 
(หากอยากขับถ่ายลุกไปทำธุระแล้วรีบกลับมานอน)
วันที่สาม ที่จัดคอร์ส --------------------
05.00 -ตื่นนอน ทำกิจวัตรส่วนตัว ทำดีท็อกซ์ (ครั้งที่ 4) ใส่ถังเก็บไว้
06.45 -อมน้ำมันมะพร้าว 1 ช.ต. ( 10-15 นาที) บ้วนทิ้ง ห้ามกลืนลงท้อง / ออกกำลังกาย
-ดื่มน้ำสมุนไพรอื่นตามที่จัดให้
-แลกเปลี่ยนประสบการณ์ / ถ่ายรูปร่วมกัน
10.00 -สวนล้างลำไส้ (ครั้งที่ 5) ลงในถังเดิม นำไปตรวจ
11.00 –รับประทานอาหารมังสวิรัติ
-และเดินทางกลับ โดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ : ให้รับประทานอาหารย่อยง่ายอีก 3 วัน และสวนล้างลำไส้เช้า-เย็น ต่อเนื่อง หรือดื่มสมุนไพรกวาดล้างลำไส้(ลิดท็อกซ์) ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง 3 เวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดึงพิษที่ตกค้างในลำไส้ออกให้เร็วที่สุด สัก 3 วัน
เพราะพิษที่ขับออกจากตับค้างอยู่ในลำไส้ อาจทำให้ไม่สบายหรือมีตุ่มคันตามผิวหนัง.
------------------------------------------
**จองแล้วโอนเงินภายใน 3 วัน**
ก่อนโอนเงิน กรุณาอ่านและทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น
เมื่อโอนเงินแล้ว หากยกเลิก- เลื่อน จะไม่คืนเงินทุกกรณี
ให้ผู้เข้าคอร์สหาคนมาแทนในวันที่จองเท่านั้น
โปรดระวัง! การโอนเงิน โปรดสอบถามชื่อบัญชีให้ชัดเจน
ต้องเป็นชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา เท่านั้น 
หากเป็นชื่อบัญชีอื่นทางทีมงานบ้านสุขภาพล้างพิษตับ จะไม่รับผิดชอบใดๆ
เมื่อมีเหตุน่าสงสัย หรือแอบอ้าง 
กรุณาติดต่อ .....คุณปลายไพร โทร. หรือ id Line : 09-2329-4426
......................................
บัญชีออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา ตลาดบอง มาร์เช่
เลขทีื่ 217-206894-4 ชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา
และบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ 
เลขทีื่ 879-012780-0 ชื่อบัญชี พัชรีย์ พรหมปฏิมา
-----------------------------------
ติดต่อทาง e-mail : liverthailand12@gmail.com
-----------------------------------
Guidance to Prepartion for Detoxification Program and Liver Flush Course Schedule (Short Course)
In order to lower the acidity in your body and be ready to expel the toxins at most, 2 days before joining the detoxification program, tea, coffee, chocolate, carbonated soft drink, liquor, cigarette, diary-based milk, fried foods, foods fried with oil, spicy foods and meats should be abstained. Intake of easily digested foods is to be taken ( e.g., steamed or boiled vegetables, lemon & chilli paste, mild soup with vegetables and bean curd, green apple, all kinds or oranges etc.) and take a full and enough rest.
Prepared Personal Belongings: Clothes for changing, loose and easily to put on, soap, tooth brush and tooth paste, towel and slipper
Day 1 
Stop all kinds of foods that require chewing, take fruit juices or apple juice with pure water
05:00 -Wake up/ Do your own initial cleanse, colon cleansing or drink warm water mixed with lemon juice, to stimulate the excretion and liver detoxification, or take unrefined coconut oil and drink a lot of water to expel the toxins
15:00 -Registration & Check-In /Health Information Form Fill-out/ Blood Pressure measuring/ Weighting
17:00 -Guidance to colon cleansing ( colon irrigation to remove the stool and toxins from your intestines)/ 
-Do colon cleansing : 1st time
-Guidance to manage and take care of yourself during the course/ Rest at you will
-Take germinated brown rice tea
Day 2
05:00 -Wake up/Do colon cleansing : 2nd time 
06:30 -Oil pulling : 1 tea spoon of first-cold-pressed coconut oil to be taken and kept in your mount for 10-15 minutes and spit out. Do not swallow/ Morning exercise
07:00 -Drink germinated brown rice tea/ Toe Dipping in herbal steamed water/Face masking with herbal powder
08:30 -Stop all kinds of drinks. A few sips are allowed if thirsty.
09:00 -Take a serving of Lidtox herb in order to clean up the intestine
09:30 -Take Tamarind herbal drink/ raw papaya tea/ Alkaline water
-Listen lecture and watch video presentation about health
11:30 -Stop all kinds of drinks. A few sips are allowed if thirsty.
12:00 - Take a serving of Lidtox herb in order to clean up the intestine
12:30 -Take Lidtox herb in order to clean up the intestine
15:00 -Take fruit juice drink/ Listen lecture and watch video presentation about health
17:00 -Do colon cleansing : 3rd time
18:00 -Take a serving of Epsom Salt : 1st time 
20:00 -Take a serving of Epsom Salt : 2nd time
21:00 -Receive the bin/ Guidance to take the olive oil mixed with lemon juice
22:00 -Take Olive Oil mixed with Lemon juice : 150 cc each (Shake well before taking)
22:15 -Go to bed right away, laying flat on your back with your head elevated with pillows and still, put the hot bag on your belly
Day 3
05:00 -Wake up/ Do colon Cleansing : 4th Time (store your excrements in the bin)
06:45 -Oil pulling : 1 tea spoon of first-cold-pressed coconut oil to be taken and kept in your mount for 10-15 minutes and spit out. Do not swallow/ Morning exercise
07:00 -Take herbal drinks as given
08:00 -Q & A / Group Photographing
10:00 -Do colon cleansing : 5th time (keep the excrements in the bin and take it to examine)
12:00 -Take lunch and travel back home sound and safely
Remark : Easily digested food is to be taken for another 3 days and keep doing colon cleansing in the morning and evening for 7 days consecutively. Because the toxins still keep draining from the liver and might stick in the intestine, possibly causing illness or rashes on the skin 



________________________

บ้านสุขภาพ เขาใหญ่ (ดิสคัฟเวอรี่ฮิลล์ เขาใหญ่)
                 379 หมู่ 1 บ้านหนองน้ำแดง ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อสอบถามเส้นทาง: 094-547-5764



http://www.agoda.com/th-th/discovery-hill-retreat-khao-yai-resort/hotel/khao-yai-th.html?asq=0uRvQFWI8llFTNGnps66kaiqR%2bQoO48mwgd5tjhZ9bbcmgB6sMxY59mYQ9o7Qkj7V4NHEprhs5f2XpTf9qMZY5eL2ILECOD6jSzoQHbFNPlkWWTG6E6ERbCevnfl1Sx%2bq91m%2buS%2fkiIbuYUpBmrx516pUO2ydKVDdBtos%2f58wIhD2jiNZTu8wmiMKbNieePO

ดิสคัฟเวอร์รี่ฮิลล์ รีสอร์ท เขาใหญ่ นั้น สามารถเดินทางเข้าได้ ถึง 3 ช่องทาง คือ 
เข้าจากถนนมิตรภาพ บริเวณ มวกเหล็ก ตรงแดรี่โฮม วิ่งตรงเข้าไปเรื่อยๆ จะเจอทางแยกซ้าย และวิ่งตรงเข้าไป แยกซ้ายอีกครั้ง และแยกขวา อีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึงรีสอร์ท ซึ่งแนะนำให้อ่านป้ายบอกทางไปรีสอร์ทเป็นระยะๆ 

อีกเส้นทางหนึ่ง คือ จากกรุงเทพฯ เข้าจากทางด้านถนนมิตรภาพ พอขับรถเลย ฟาร์มโชคชัยไป ผ่านสะพานลอยคนข้ามที่ 1 ไป จะเห็นสะพานลอยคนข้ามที่ 2 หรือ U Turn ที่ 3 จากฟาร์มโชคชัย ให้ชิดขวาเพื่อ U-Turn เข้าซอยวัดวชิราลงกรณ์  สังเกตุป้าย ดิสคัฟเวอรี่ฮิลล์ และ เขาใหญ่วนาลีรีสอร์ท ซึ่งเข้าทางเดียวกันจากปากทางถึง Discovery Hill Activity Plus 7 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าไป รีสอร์ท จะอยู่ทางด้านขวามือ ซึ่งถือว่าเส้นทางนี้ เข้าง่าย และ สะดวก ใกล้ที่สุด 

อีกหนึ่งเส้นทางคือเข้าจากถนนเส้นธนะรัชต์ ทางขึ้นเขาใหญ่ ให้เลี้ยวขวา บริเวณกิโลเมตรที่ 9 เส้นทางเดียวกันกับ ทางเข้า สักภูเดือนรีสอร์ท และอีกเส้นทางหนึ่งคือ วิ่งเข้าถนน กุดคล้า-ผ่านศึก ตรงป้ายที่ ปากทางจะมีเขียนว่า ไปมวกเหล็ก วิ่งตรงเข้าไป

























-----------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อาการของผู้มีนิ่วในตับ และถุงน้ำดี เป็นจำนวนมาก

Andreas Moritz เขียนไว้ในหนังสือ  The Liver and Gallbladder Miracle Cleanse มหัศจรรย์ของการล้างตับและถุงน้ำดี หน้า 4 ว่า  “ผู้ที่มีอาการของโรค หรือลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกัน อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แสดงว่าคุณมีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก”   “If you suffer any of the following symptoms, or similar conditions, you most likely have numerous gallstones in your liver and gallbladder:”

อาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 67 อาการดังต่อไปนี้ถือว่า...มีนิ่วในตับและถุงน้ำดีเป็นจำนวนมาก

1.Low appetite  ไม่อยากอาหาร ไม่หิวอาหาร
2.Food cravings  หิวตลอดเวลา
3.Digestive disorders  ภาวะการย่อยอาหารผิดปกติ
4.Diarrhea  ท้องร่วง
5.Constipation  ท้องผูก

6.Clay-colored stool  อุจจาระมีสีโคลน
7.Hernia  ไส้เลื่อน
8.Flatulence  ท้องอืดท้องเฟ้อ(เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร)
9.Hemorrhoids  รีดสีดวงทวาร
10.Dull pain on the right side  ชาทางด้านซีกขวาของร่างกาย

11.Difficulty breathing  หายใจลำบาก
12.Liver cirrhosis  โรคตับแข็ง
13.Hepatitis  โรคตับอักเสบ
14.Most infections  ภาวะติดเชื้อง่าย
15.High cholesterol  โคแลสเตอรอลในเลือดสูง

16.Pancreatitis  โรคตับอ่อนอักเสบ
17.Heart disease  โรคหัวใจ
18.Brain disorders  ผิดปกติทางสมอง                                                                                              
19.Duodenal ulcers แผลที่ปลายลำไส้เล็ก                                                                                            
20.Nausea and vomiting คลื่นเหียน อาเจียน

21.A “bilious”or angry personality เป็นคนอารมณ์ร้าย โมโหฉุนเฉียวง่าย
22.Depression  มีแต่ความหดหู่ เก็บกด
23.Impotence  หย่อนสมรรถภาพ(ทางเพศและอื่นๆ)
24.Other sexual problems  มีปัญหาทางเพศศักยภาพอื่นๆ
25.Prostate diseases   โรคต่อมลูกหมากอักเสบ

26.Uninary problems   ปัญหาระบบขับถ่ายปัสสาวะ
27.Hormonal imbalances   ภาวะการขาดสมดุลทางฮอร์โมน
28.Menstrual and menopausal disorders   ประจำเดือนผิดปกติ
29.Problems with vision   มีปัญหาในการมองเห็น
30.Puffy eyes   ตาบวม มีถุงน้ำใต้ตา

31.Any skin disorders   มีความผิดปกติทางผิวหนัง
32.Liver spots, especially those on back hands and facial area   ดำช้ำบริเวณหลังมือและใบหน้า/มีฝ้า กระและจุดด่างดำต่างๆ
33.Dizziness and fainting spells   วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม
34.Lose of muscle tone   กล้ามเนื้อหย่อนยาน
35.Excessive weight or wasting   น้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ

36.Strong shoulder and back pain   ปวดบริเวณไหล่และหลังอย่างแรง
37.Pain at the top of a shoulder blade and/or between the  shoulder blades    ปวดในกระดูกหัวไหล่และหรือบริเวณกระดูกหัวไหล่
38.Dark color under the eyes   ใต้ตามีสีดำคล้ำ
39.Morbid complexion   เป็นโรคผิวหนังหรือมีความผิดปกติทางสีผิว
40.Tongue that is glossy or coated in white or yellow  ลิ้นขาววาวหรือเหลือง

41.Scoliosis   โรคกระดูกสันหลังคด
42.Gout   โรคเกาต์
43.Frozen shoulder   ชาบริเวณไหล่
44.Stiff neck   คอแข็ง
45.Asthma   โรคหอบหืด

46.Headaches and migraines   ปวดศีรษะ และอาการปวดศีรษะข้างเดียว
47.Tooth and gum problems   มีปัญหาทางเหงือกและฟัน
48.Yellow of the eyes and skin  ตาเหลือง ผิวเหลือง
49.Sciatica   อาการปวดร้าวไปตามขา ชาตามเส้นประสาท
50.Numbness and paralysis of the legs   ชา อัมพาตตามขา

51.Jiont diseases   โรคข้อต่ออักเสบ
52.Knee problems  โรคปวดเข่า
53.Osteoporosis   โรคภาวะกระดูกพรุน
54.Obesity    ภาวะอ้วนเกิน อ้วนผิดปกติ
55.Chronic fatigue   เหนื่อยอ่อนเรื้อรัง

56.Kidney diseases   โรคเกี่ยวกับไต
57.Cancer   โรคมะเร็ง
58.Multiple Sclerosis and fibromayalgia   อาการแข็งตัวของเนื้อเยื่อตามร่างกาย เช่น การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง-หลอดเลือดดำ  ภาวะสมองกระด้าง โรคหนังแข็ง
59.Alzheimer’s diseases   โรคอัลไซเมอร์ (หลงๆลืมๆ)
60.Cold extremities   เย็นตามแขนขา

61.Excessive heat and perspiration in the upper part of the body เนื้อตัวร้อนเกินปกติและมีเหงื่อออกบริเวณร่างกายท่อนบน
62.Very greasy hair and loss   ขนเป็นมันและร่วง
63.Cuts or wounds and keep bleeding and don’t want to heal    แผลหายช้า
64.Difficulty sleeping, insomnia   นอนไม่หลับ  นอนหลับยาก
65.Nightmares    ฝันร้าย

66.Stiffness of joints and muscles   ขัดตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ
67.Hot and cold flashes   มีอาการร้อนหนาววูบวาบ


วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น

บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน4 เมษายน 2557 20:51 น.
 Žณ บ้านพระอาทิตย์
 โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
     
       ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่องน้ำมันมะพร้าวมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มได้รับข้อมูลมากขึ้น ซึ่งถ้าเรารู้คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าวมากขึ้น ก็จะทำให้คนไทยได้พึ่งพาน้ำมันพืชจากผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพาะปลูกในประเทศไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะมะพร้าวของประเทศไทยขึ้นชื่ออย่างมากว่าสามารถผลิตกะทิและน้ำมันมะพร้าวได้มากที่สุดและคุณภาพดีที่สุดในโลก
     
       เหลือเพียงอย่างเดียวว่าคนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเกษตรไร้สารพิษ เนื่องจากผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมักเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพมากกว่าราคาที่ต้องจ่ายไปเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น ถ้าประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องการปลูกมะพร้าวไร้สารพิษมากขึ้น ก็สามารถพึ่งพาตัวเองให้ได้มากขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย
     
       คำถามมีอยู่ว่าบริโภคน้ำมันอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับร่างกายเรา?
     
       ในหนังสือเรื่อง "น้ำมันมะพร้าว รักษาโรค" เขียนโดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล และ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้กล่าวถึงประมาณแคลอรี กับ น้ำมันมะพร้าวความตอนหนึ่งดังนี้
     
       "น้ำมันมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็น "น้ำมันแคลอรีต่ำ" และมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ แม้จะได้ชื่อว่าแคลอรีต่ำก็ยังอยู่ที่ 6.8 แคลอรีต่อกรัม ซึ่งก็ยังสูงกว่าแป้งและโปรตีนอยู่ดี แต่สาเหตุที่น้ำมันมะพร้าวช่วยลดน้ำหนักได้ ก็เพราะเมื่อกินนน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหารอย่างเหมาะสม จะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง ไม่กระวนกระวายอยากกินของจุบจิบ ซึ่งเป็นปกตินิสัยที่ไม่ค่อยดีของคนอ้วนทั้งหลายอยู่แล้ว"
     
       ข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น จึงพบว่าอัตราการเผาผลาญเป็นพลังงานของร่างกายจะสูงขึ้นไปด้วย
     
       งานวิจัยของสกาฟี (Scalfi, L., et Al. Pospandial thermogenesis in lean and obese subjects after meals supplemented with medium-chain and long-chain triglycerides. ตีพิมพ์ใน Am J Clin Nutr 1991; 53:1130-1133) โดยเขาศึกษาพลังงานที่ใช้ก่อนและหลังมื้ออาหารที่ใส่น้ำมันสายโซ่ปานกลาง พบว่าในคนรูปร่างปกติเมื่อดื่มน้ำมันมะพร้าวแล้ว อัตราเผาผลาญพลังงานจะเพิ่มขึ้นถึง 48% ในขณะที่คนอ้วนพบว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยให้อัตราเผาผลาญเพิ่มขึ้นถึง 65% หมายความว่าคนอ้วนจะถูกกระตุ้นให้เผาผลาญอาหารได้เร็วขึ้นด้วยน้ำมันมะพร้าวมากกว่าคนผอม
     
       นั่นคือตัวอย่างคุณสมบัติที่ดีของน้ำมันมะพร้าว แต่ถ้าจะสรุปให้ทราบถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสำหรับการดื่มหรือมาทำอาหารนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้
     
       1. ในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวมากที่สุดในโลก หมายความว่าสายโซ่คาร์บอนได้จับกับไฮโดรเจนครบแขน ทำให้ไม่เปิดช่องให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จึงไม่เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเป็นไขมันที่แทบไม่เกิดอนุมูลอิสระจึงทำให้ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์
     
       2. คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าวที่อิ่มตัวมากที่สุดในโลก เมื่อโดนความร้อนก็ไม่เปิดโอกาสให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาเกิดโครงสร้างบิดตัวกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นโรคหัวใจ
     
       3. น้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์สายโซ่ปานกลางมากที่สุดในโลก ทำให้ดูดซึมเป็นพลังงานแก่ตับได้เร็วมากภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่เหลือไขมันตกค้าง
     
       4. เป็นอาหารแก่เซลล์ได้รวดเร็วมาก โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ต่างจากการได้สารอาหารจากแป้งหรือกลูโคสในน้ำตาล หรือจากกรดไขมันสายยาวชนิดอื่น จึงเหมาะกับเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ทีป่วยเป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มโรคสมองเสื่อม (ความจำเสื่อม, พาร์กินสัน, ลมชัก, อัมพาต) และรวมไปถึงโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ วิธีการบริโภคกลุ่มนี้คือ งดแป้ง งดน้ำตาล และบริโภคน้ำมันมะพร้าวเสริม
     
       5. กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญร่างกายได้สูงขึ้น ทำร่างกายสามารถแปลงคอเลสเตอรอล เป็นฮอร์โมน เยื่อหุ้มเซลล์ และน้ำดีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวแทบทุกคนจะมี ไลโปโปรตีนชนิดหนาแน่นสูง High Density Lipoprotein หรือ HDL (ไขมันตัวดี)เพิ่มขึ้นทุกคน เพราะตับจะผลิต HDL ดึงคอเลสเตอรอลและ Low Density Lipoprotein หรือ LDL (ไขมันตัวเลว)ส่งไปใช้งานที่ตับได้มากขึ้น
     
       6. เมื่ออัตราการเผาผลาญสูงขึ้น จึงทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ในช่วงแรกๆของนักบริโภคมือใหม่ จึงอาจต้องค่อยๆปรับระดับการบริโภคให้ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามากเพราะอาจมีอาการคล้ายท้องเสีย
     
       7. โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดลอริก โมโนคาโปรอินซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดคารปริลิก โมโนคาปริลินของกรดคาปริก ซึ่งอยู่ในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ยิสต์ โปรโตซัว ที่ก่อโรค และยังกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T เซลล์ จึงเป็นน้ำมันที่ฆ่าเชื้อก่อโรคได้มีประสิทธิภาพมาก และหากโมโนลอรินฆ่าเชื้อในลำไส้ร่างกายก็อาจจะต้องมีการขับถ่ายออกมาได้มากเช่นเดียวกัน
     
       8. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ในรูปของ วิตามินอี สารฟีนอล และสารไฟโตสเตอรอล
     
       คำถามมีอยู่ว่าจะบริโภคอย่างไรจึงจะดีที่สุด จึงขอรวบรวมคำแนะตามของสูตรต่างๆดังนี้
     
       1. ถ้าต้องการบริโภคอาหารที่ต้องผัดและทอด ให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันชนิดอื่นทั้งหมด
     
       2. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือกินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว การกินอาหารจะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง พร้อมกับกินผัก โปรตีน และไขมัน และให้ลดหรืองด แป้งและอาหารรสหวาน
     
       3. ถ้าจะรับประทานตามที่สมาคมหัวใจของสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ก็คือ กินน้ำมันไม่เกิน 30% ของแคลอรีรวม
     
       นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้ยกตัวอย่างว่า:
     
       "ถ้าคนปกติ กินวันละ 2,500 แคลลอรี ก็ควรเป็นน้ำมัน       =  750 แคลลอรี
       ในจำนวนนี้เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว                                = 250 แคลลอรี
       น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ (15 ซีซี.) ถ้ากิน 2 ช้อนโต๊ะ                =  30 ซีซี
       คิดเป็นแคลอรี 30 x 9                                              = 270 แคลลอรี
       แปลว่าถ้าเดินสายกลาง ควรกินน้ำมันมะพร้าววันละ             =  2 ช้อนโต๊ะ
     
       ส่วนใครที่กินมังสวิรัติ ไม่รับประทานทั้งเนื้อ นม ไข่ ชีส ก็อาจกินน้ำมันมะพร้าวได้ถึงวันละ 6 ช้อนโต๊ะ
บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น
       ส่วน ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้แนะนำว่า ถ้าน้ำหนักตัว 34 - 44 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 45 -56 กิโลกรัม ให้บริโภค 2 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, น้ำหนักตัว 57 - 67 กิโลกรัม ให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน, น้ำหนักตัว 68-78 กิโลกรัมให้บริโภค 3 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน, ส่วนน้ำหนักตัว 79 กิโลกรัมขึ้นไป ให้บริโภค 4 ช้อนโต๊ะครึ่งต่อวัน
     
        สำหรับการบริโภคเพื่อบำบัดโรคสมองเสื่อม ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ได้กล่าวว่าไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางที่ใช้สำหรับการรักษา อยู่ที่ 20 กรัมต่อวัน หากคำนวณปริมาณน้ำมันมะพร้าว จะอยู่ที่ 35 มิลลิกรัม หรือ 7 ช้อนชา อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนมาก มีความทนทานต่อน้ำมันมะพร้าวต่างกัน ดังนั้น จึงควรบริโภคน้อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึง 7 ช้อนชา โดยเริ่มจาก 1 ช้อนชา รับประทานร่วมกับอาหารในตอนเช้า จากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุก 2-3 วัน จนกระทั่งท่านสามารถทนต่อการบริโภคทีเดียว 7 ช้อนชา การบริโภคน้ำมันมะพร้าวร่วมกับอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหลว เป็นวิธีที่ดีสุด เพื่อที่จะป้องกันปัญหาท้องเดิน
     
        อย่างไรก็ตาม นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า เราแนะนำให้คนทั่วไปกินน้ำมันมะพร้าวประมาณ 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักตัวซึ่งกลับจะลดน้ำหนักหรือไขมันเลือด แต่ทั้งนี้เมื่อน้ำหนักลดลงแล้ว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วย อย่ากินแป้ง ข้าวขัดขาว อาหารขยะ นม รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมวัว น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ให้หันมากินข้าวกล้องและผักผลไม้มากขึ้น รวมทั้งหมั่นออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญแคลอรีส่วนเกินออกไปด้วย
     
        แม้ว่ากะทิ 4-5 ส่วน จะมีน้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน แม้จะให้ผลเท่ากันในเชิงเปรียบเทียบปริมาณการบริโภค แต่ก็ต้องระวังด้วยเพราะกะทิมักจะกินกับแป้งขัดขาว ในขณะที่ขนมที่มีกะทิก็ต้องไม่ให้หวานเกินเช่นกัน
     
        นอกจากนี้แล้วผมยังเห็นว่ามื้อที่เหมาะแก่การดื่มสดมากที่สุดคือมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่มีการอดอาหารมาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะหากมีการลดแป้งและน้ำตาลตอนมื้อเย็นก่อนหน้า สารคีโตนในน้ำมันมะพร้าวจะมาเลี้ยงเซลล์สมองได้ดีกว่ามื้ออื่น แต่ถึงกระนั้นสำหรับบางคนที่ไม่สามารถดื่มน้ำมันมะพร้าวในคราวเดียวได้ ก็สามารถแบ่งดื่มได้ระหว่างแต่ละมื้อตามความเหมาะสมของร่างกาย แต่แนะนำให้ดื่มก่อนมื้ออาหารสัก 1 ชั่วโมง เพื่อดูว่าหลังได้รับพลังงานจากน้ำมันมะพร้าวแล้ว เราจะรู้สึกอยากกินอาหารอีกเท่าไหร่ให้พอดีกับความต้องการหลังดื่มน้ำมันมะพร้าว (ทั้งไม่ให้มากไปและน้อยไป)
     
        ในความเห็นของผมเพิ่มเติม น้ำมันมะพร้าวจัดเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน ดังนั้นก็จะต้องพิจารณาสมดุลร้อนเย็นอีกด้วย ดังนั้นการวัดอุณหภูมิในร่างกายถ้าในช่วงร้อนเกินหากจะบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะต้องจัดสมดุลอาหารฤทธิ์เย็นเข้าช่วยด้วย เช่น น้ำใบบัวบก ใบเตย ฯลฯ แต่ถ้าผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วหรือผู้ชายที่มีอุณหภูมิใต้ลิ้นเฉลี่ย 5 วันในช่วงเช้าต่ำกว่า 36.3 องศาเซลเซียส หรือในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 36.4 องศาเซลเซียส น้ำมันมะพร้าวจะเหมาะที่จะบริโภคอย่างยิ่ง
     
        อย่างไรก็ดีคนที่รับประทานยากเพราะความมันของน้ำมันนั้น ก็มีเทคนิคเล็กน้อยคือดื่มน้ำอุ่นๆตามเล็กน้อย ส่วนถ้ามีเครื่องดื่มอย่างอื่นเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำเอนไซม์ให้ดื่มหลัง หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นที่มีรสชาติหวานให้ดื่มหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง ส่วนคนที่รับประทานสดๆ ไม่ได้ความจริงแล้วก็ยังสามารถผสมในอาหารได้อีกหลายเมนู เช่น การใช้น้ำมันสกัดเย็นไปร่วมผสมหุงข้าวเสมือนเป็นข้าวมันมะพร้าวร่วมกับธัญพืชงอกหลายๆชนิด หรือเมนูผัดทอดที่เหมาะกับน้ำมันสกัดเย็นที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นเมนูไข่ ทั้งไข่ดาว ไข่เจียว ไข่กวน กลิ่นมะพร้าวจะมีความกลมกลืนคล้ายเนยได้อย่างลงตัว แต่ถ้าเป็นไปได้การดื่มสดจะมีคุณภาพมากที่สุด
     
        ส่วนน้ำมันสำหรับปรุงอาหารที่เป็นสีเหลืองนั้น คุณภาพไม่เหมาะกับการดื่มสด เพราะคุณสมบัติด้อยกว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพียงแต่เราใช้ไปเพื่อไม่ต้องไปใช้น้ำมันชนิดอื่นที่มีโทษต่อสุขภาพร่างกายเราเท่านั้น
บริโภคน้ำมันมะพร้าวให้เป็น

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

น้ำมันมะกอก เพื่อสุขภาพ


น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการบริโภค ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารรับประทานหรือผ่านการปรุง ที่สำคัญน้ำมันมะกอกยังมีผลดีต่อร่างกาย 

น้ำมันมะกอก ซึ่งประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด (Monounsaturated Fatty Acids) และ Polyunsaturated balance วิตามินอี วิตามินเอ โปรตีน และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) รวมถึงกลิ่นหอมของผลมะกอก และรสชาติที่อร่อย ทำให้ได้ข้อสรุปว่าน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะที่สุดสำหรับการบริโภค ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารรับประทานสดหรือผ่านการปรุงแล้ว ที่สำคัญน้ำมันมะกอกยังมีผลดีต่อร่างกายด้วย


องค์ประกอบของกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอก
มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated 55-83% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรดโอเลอิค แตกต่างจากในไขมันสัตว์ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า ในขณะที่ในน้ำมันพืชมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated มากถึง 50-72% (เฉพาะในน้ำมันถั่วเหลือง และในน้ำมันดอกทานตะวันเท่านั้น)
สำหรับข้อแตกต่างระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated กับ Polyunsaturated ก็คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated จะมีความทนทานเมื่อเผชิญหน้ากับกระบวนการ Oxidative ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้น้ำมันเกิดการเหม็นหืนมากกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated โดยน้ำมันมะกอกจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ของกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated ให้ต่ำลงอยู่ในระหว่าง 3.5 และ 22% กรดไขมันเหล่านี้มีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ เมื่อเราหันมาบริโภคน้ำมันมะกอกเป็นประจำ จะทำให้ได้รับกรดไขมันที่จำเป็นเพียงพอทั้งในเด็ก และในผู้ใหญ่ นอกจากนี้น้ำมันมะกอก และน้ำมันที่ได้จากกากของมะกอกยังมีโครงสร้างของกลีเซอรอลเหมือนกันด้วย ซึ่งหมายความว่าจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายด้วยเช่นกัน และการบริโภคน้ำมันมะกอกมีผลต่อร่างกายในระบบต่าง ๆ ดังนี้
  • ผลต่อระบบการย่อยอาหาร อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกจะมีผลดีต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยจะช่วยรักษาเยื่อบุลำไส้เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารเกิดภาวะมีกรดเกลือมากผิดปกติ และยังช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กอีกด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนยาระบายอ่อน ๆ และจะมีผลดีมากขึ้นเมื่อรับประทานในขณะที่ท้องว่าง และจะสามารถช่วยรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังได้ด้วย
  • ผลต่อช่วงระยะเวลาสำคัญของชีวิต น้ำมันมะกอกช่วยสร้างความสมดุลระหว่างกรดไขมันไม่อิ่มตัว คือ ไลโนเลอิค (Linoleic) และกรดไลโนเลนิค (Linolenic) ซึ่งกรดทั้งสองมีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำนมแม่ที่เป็นแหล่งให้กรดไขมันอย่างเพียงพอ จากคุณสมบัติดังกล่าว ถ้าเราจะบอกว่าน้ำมันมะกอกเหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับเด็กที่ไม่สบาย และเด็กที่กำลังจะหย่านม ควรบริโภคคงจะไม่ผิดนัก เพราะจะทำให้เด็กได้รับกรดไขมันทีเพียงพอ คล้ายกับการดื่มนมแม่ สำหรับผู้สูงอายุ ขอแนะนำให้บริโภคน้ำมันมะกอกด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้เจริญอาหาร เนื่องจากอาหารมีรสชาติอร่อย นอกจากนี้ยังมีผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ระบบดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินทำงานดีขึ้น น้ำมันมะกอกยังกระตุ้นการเก็บรักษาแร่ธาตุของกระดูก เพื่อป้องกันการสูญเสียแคลเซียมในกระดูกของผู้สูงอายุได้ด้วย
  • ผลต่อระบบการหมุนเวียนโลหิต อาหารที่เราทานเป็นประจำ อาจมีปริมาณของไขมันสัตว์มากจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับการหมุนเวียนโลหิต เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด โรคเส้นเลือดอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้การใช้น้ำมันมะกอกยังเป็นการเพิ่มไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDL) ซึ่งช่วยในการขนถ่ายโคเลสเตอรอลจากเซลล์อื่น ๆ เข้าสู่ตับ เพื่อให้ตับเผาผลาญต่อไป ที่สำคัญช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary) ที่เกิดจากการเกาะตัวของโคเลสเตอรอลที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่มีบาดแผล ส่งผลให้เลือดเดินผ่านไม่สะดวก กลายเป็นเส้นเลือดอุดตันในที่สุด
  • "พบกับ Blog รูปโฉมใหม่ของบ้านสุขภาพเขาใหญ่และบ้านสุขภาพปทุมธานี                              ได้ที่ http://บ้านสุขภาพล้างพิษตับ.blogspot.com/"

การแช่มือ แช่่เท้า คืออะไร


(ขอขอบคุณบทความดีๆ ที่ได้จากหลายแหล่งหลายที่ เพื่อการดูแลสุขภาพของตนเอง)

ร่างกายมีธรรมชาติของการระบายพลังงานที่เป็นพิษจำนวนมากออกทางมือเท้าอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าแพทย์โบราณหลายประเทศมีการกดจุดหรือขูดระบายพิษจากมือและเท้า
เมื่อคนเราใช้มือและเท้าในกิจวัตรประจำวัน กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่มือและเท้า  ก็จะเกิดสภาพแข็งเกร็งค้าง ทำให้ขวางเส้นทางการระบายพิษจากร่างกาย  การแช่ในน้ำอุ่น
จะช่วยให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่แข็งเกร็งค้างคลายตัว พลังงานที่เป็นพิษในร่างกายจึงจะระบายออกได้ดี ทำให้สุขภาพดีขึ้น

วิธีทำคือ
ให้ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น ประมาณ ครึ่ง- 1 กำมือ เช่น ใบเตย เบญจรงค์(อ่อมแซบ) ผักบุ้ง บัวบก ย่านาง รางจืด ใบมะขาม ใบส้มป่อย กาบหรือใบหรือหยวกกล้วย เป็นต้น
จะใช้สมุนไพรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ ต้มกับน้ำ 1 ขัน (ประมาณ 1 ลิตร) เดือดประมาณ 5-10 นาทีแล้วผสมน้ำธรรมดาให้อุ่นแค่พอรู้สึกสบาย  
ถ้าไม่มีสมุนไพรเลยก็ใช้น้ำเปล่าต้มให้เดือดแล้วผสมน้ำธรรมดา ให้อุ่นก็ได้ จากนั้นแช่มือแช่เท้า แค่พอท่วมข้อมือข้อเท้า 3 นาที แล้วยกขึ้นจากน้ำอุ่น 1 นาที ทำซ้ำจนครบ 3 รอบ
โดยทำวันละประมาณ 1-2 ครั้ง ถ้าไม่ค่อยมีเวลาทำเฉลี่ย สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง    ถ้าใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นต้มแล้วรู้สึกไม่สบายก็ปรับใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนต้ม ถ้ารู้สึกสบายกว่า
ในกรณีที่ แช่น้ำต้มสมุนไพรแล้วมีอาการไม่สบาย ก็ให้งดเสีย แสดงว่าสภาพร่างกายตอนนั้นไม่ถูกกับน้ำอุ่น น้ำร้อน อาจแช่น้ำธรรมดาหรือน้ำสมุนไพรสดที่ไม่ผ่าน
ความร้อนแทน ถ้าทำแล้วรู้สึกสบาย โดยแช่นาน เท่าที่รู้สึกสบาย  

จากการเก็บสถิติ ณ ปัจจุบัน พบว่า
 เมื่อแช่ในน้ำอุ่นพลังงานพิษที่อัดอยู่ในร่างกายจะเคลื่อนออกภายใน 3 นาที หลังจากนั้น พิษของน้ำอุ่นน้ำร้อนจะเคลื่อนเข้าไปทำร้ายร่างกาย เมื่อแช่น้ำอุ่นนานเกิน 3 นาที
จึงมักจะพบว่า มีอาการอ่อนเพลียหรือไม่สบายในร่างกาย หลายคนที่เคยมีประสบการณ์ไปแช่น้ำโป่ง เดือดหรือน้ำพุร้อน ถ้าแช่นานเกิน 3 นาที พอขึ้นมาจากการแช่
ก็มักจะมีอาการอ่อนเพลียหรือไม่สบายต่าง ๆ เพราะพิษจะเคลื่อนออกได้แค่ประมาณ 3 นาที จากนั้นพิษของน้ำอุ่นจะเคลื่อนเข้าทำร้ายร่างกาย
 คนที่มีความรู้ก็จะแช่น้ำอุ่นแค่ 3 นาที แล้วขึ้นจากน้ำอุ่น 1 นาที เมื่อร่างกายเย็นดีแล้ว  พลังงานพิษร้อนในร่างกายก็จะเคลื่อนสวนทางกับความเย็น เมื่อเราแช่ในน้ำอุ่นอีกครั้ง
กล้ามเนื้อก็จะคลายตัว พลังงานพิษร้อนก็จะเคลื่อนออกจากร่างกายได้มาก
 ผู้เขียนพบว่า พิษสามารถเคลื่อนออกได้มากเพียง 3 รอบ  ถ้าเรายังแช่น้ำอุ่นต่ออีก พิษน้ำอุ่นก็จะเคลื่อนเข้าไปทำร้ายร่างกาย

ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง
 ยอดยาดีสุขภาพดีวิถีพุทธ
................................................................................................................................................................................................
มีข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งอื่นๆ คือ ...
     >>  ลู่อิ๋ว ค.ศ. 1125 - 1210  กวีใหญ่สมัยราชวงศ์ซ่งใต้  เป็นผู้หนึ่งซึ่งนิยมการแช่เท้าในน้ำร้อนก่อนเข้านอน ดังจะเห็นได้จากบทกลอนของท่าน ดังนี้
          "เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา                 ทำไร่ไถนาคงไม่ไหว
           เลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมูพอสู้ได้        มิเคยอยู่ว่างอย่างเปล่าดาย
           ค่ำลงก่อนนอนพักผ่อนกาย    ลูกหลานหญิงชายช่วยดังหมาย
           รับใช้ ปู่ ตา พาสบาย                ต้มน้ำร้อนให้แช่เท้าเอย"
          
           
             - ล้างเท้าในฤดูใบไม้ผลิ         จะช่วยให้หยางพัฒนา
            - ล้างเท้าในฤดูร้อน                 จะช่วยขจัดความชื้น
            - ล้างเท้าในฤดูใบไม้ร่วง         จะช่วยให้ปอดและลำไส้ชุ่มชื่น
            - ล้างเท้าในฤดูหนาว               จะเพิ่มความอุ่นในตันเถียน(บริเวณในท้องต่ำกว่าสะดือประมาณ ๒ นิ้ว)
              (คำว่า ล้างเท้านั้นแปลตามรูปศัพท์  ความหมายจริงคือแช่เท้า)

 
  
>>  ความเห็นของการแพทย์ของจีนและแพทย์แผนปัจจุบัน  
    การแพทย์ของจีนชี้ให้เห็นว่า  อวัยวะภายในร่างกาย  ล้วนแต่มีความเกี่ยวพันกับเท้า   จุดแทงเข็มบนเท้าทั้งหมดมี  ๖๐ กว่าแห่ง  การแช่เท้าในน้ำร้อนมีผลในการเร่งให้เลือดลมเดินคล่องเส้นเอ็นแผ่ขยายจึงช่วยบำรุงอวัยวะภายใน  ทำให้ยินและหยาง  (ภาวะตรงข้ามที่เป็นคู่กัน)
ในร่างกายของคนเราได้สมดุลกัน  จึงสามารถขจัดโรคภัยไข้เจ็บ  ทำให้สุขภาพสมบูรณ์ได้

แพทย์แผนปัจจุบันเห็นว่า  ที่ฝ่าเท้าของคนเรา  มีเส้นโลหิตกระจายกันมากมาย  การแช่เท้าในน้ำร้อนจะทำให้เส้นโลหิตฝอยขยายตัวกระตุ้นให้โลหิตหมุนเวียนเร็วขึ้น   สนองสิ่งบำรุงให้แก่เท้ามากขึ้น  ทำให้กระบวนการรุเก่ารับใหม่ของส่วนขาพัฒนาขึ้นคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนขาขจัดความเมื่อยล้าได้   
    >>  วิธีแช่เท้าในน้ำร้อน

    วิธีแช่เท้าในน้ำร้อน  คือ  ในขั้นแรกใช้น้ำที่มีอุณหภูมิราว  ๔๐ - ๕๐  ํ C  ปริมาณพอท่วมนิ้วเท้า  แช่ไว้สักครู่จึงค่อย ๆ  เติมน้ำเพิ่มจนสูงถึงกระดูกข้อเท้า อุณหภูมิของน้ำราว  ๖๐ ํ C   ขณะที่เท้าแช่อยู่ในน้ำ  ให้สองเท้าเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง  หรือเอาสองเท้าถูกันไปมาเพื่อให้เลือดหมุนเวียน
ไม่ควรแช่เท้านานเกิน ถ้าแช่นานเกิน 10-20 นาที ควรจะใช้ผ้าชุบน้ำร้อนหรือน้ำเย็นโพกศรีษะ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกทางศรีษะ หลังจากนั้น  ยกเท้าขึ้นจากน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง  พร้อมที่จะเข้าสู่นิทรารมณ์ด้วยความสงบสบาย


  >> จากสัมผัสใต้ฝ่าเท้าดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างไร
 เท้า คืออวัยวะที่คนทั่วไป อาจนึกรังเกียจว่าเป็นของต่ำ แต่หารู้ไม่ว่าเท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญ ที่บ่งบอกถึงสภาพภายในร่างกายว่าปกติหรือมีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ แทรกแซงหรือไม่ 
การนวดเท้า ถือว่าเป็นวิชาการบำบัด ที่มหัศจรรย์มากที่แสดงถึงปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่นำเอาความสัมพันธ์ต่อเนื่องของอวัยวะในร่างกายมาใช้ประโยชน์ที่บริเวณเท้าและข้อเท้า แนวความคิดเกี่ยวกับการนวดโดยการกดที่บริเวณที่มีปฏิกิริยาตอบสนองนั้น ได้เริ่มขึ้นในจีนกว่า 2,000 ปีที่แล้ว  และได้แพร่ขยายเข้าไปในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา มาจนกระทั่งทุวันนี้ ในศตวรรษที่ 20 ศิลปะแห่งการนวดโดยวิธีการกดจุดที่ฝ่าเท้า ได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนได้รับการยอมรับโดยทั่วไป 
ที่ฝ่าเท้าของมนุษย์เรานั้น มีจุดหรือบริเวณที่เราสามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่ออวัยวะภายในนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฝ่าเท้า ซึ่งเปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์โดยย่อ จุดสัมผัสบนฝ่าเท้า. . . มีความสัมพันธ์กับอวัยวะต่างๆ เกือบทุกส่วนในร่างกาย 
ในปัจจุบันแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ในประเทศเยอรมันและสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าร่างกายของคนเราสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 10 ส่วน แต่ละส่วนจะไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าของแต่ละนิ้ว ต่อมาพบว่าเมื่อกระตุ้นตำแหน่งต่างๆ ที่ฝ่าเท้าสามารถทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้ แสดงว่ามีการติดต่อระหว่างพื้นที่ย่อยๆ ที่ฝ่าเท้ากับอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย


 >>  ฝ่าเท้า คือ ?

     ฝ่าเท้า คือ พื้นที่สะท้อนกลับของอวัยวะนั้นๆ ฝ่าเท้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ...

               ส่วนที่ 1   บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของศีรษะ
               ส่วนที่ 2   กลางฝ่าเท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของทรวงอกและช่องท้อง
               ส่วนที่ 3   ส้นเท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของอวัยวะใต้ท้องน้อยและเชิงกราน


 เท้ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องทำงานหนักมาทั้งวัน การดูแลฝ่าเท้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก  ไม่ว่าจะเป็นการแช่น้ำอุ่นหรือนวดกดจุดก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ อาจจะไม่คุ้นเคยกับการเอาเท้าแช่น้ำอุ่นทุกวันหลังจากเลิกงานกลับมาบ้าน  แต่ผู้คนในเมืองหนาวจำนวนมากจะทำแบบนั้น  ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เท้าหายจากความหนาวเหน็บเท่านั้น แต่เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าอีกด้วย

การดูแลเท้า และฝ่าเท้า
เริ่มต้นจากการแช่เท้าในน้ำอุ่นที่ผสมด้วยสมุนไพรแช่เท้า AROMATIC FOOT BATH ซึ่งอุดมไปด้วยสมุนไพรธรรมชาติ ตะไคร้หอม ขิง ขมิ้นชัน ไพล และสมุนไพรบำรุงผิวอื่นๆ ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย เชื้อรา แก้แพ้ อาการคันและกำจัดกลิ่นอันที่เท้าได้

การแช่เท้าในน้ำอุ่น ผสมสมุนไพรแช่เท้า เป็นการดูแลเท้าในเบื้องต้น หลังจากนั้นควรกดจดฝ่าเท้าด้วยตนเองเป็นประจำทุกวัน เพื่อปรับสภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและกระตุ้นระดับฮอร์โมนเพศให้สมดุลย์
การนวดกดจุดฝ่าเท้า
ควรนวดกระตุ้นพื้นที่สะท้อนของเส้นประสาทช่องท้อง (บริเวณ กลางฝ่าเท้า) ก่อนทุกครั้ง 3-5 นาที  แล้วจึงนวดกดจุดอื่นๆ ต่อไปจึงจะได้ผลดี


  >>  พิจารณาความหมายทางการแพทย์จีนได้สารพัด  เช่น เท้าคือส่วนหนึ่งของร่างกาย
เท้าคือส่วนที่สัมพันธ์กับเส้นลมปราณกับเส้นลมปราณ ที่เชื่อมโยงกับขาด้านในเข้าสู่อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ช่องท้องหน้าอก ลำคอ ศรีษะ  เรียกว่า เท้าเชื่อมกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทุกส่วนรวมถึงอวัยวะภายใน เท้าเป็นทางผ่านของเส้นลมปราณอย่างน้อย 6 เส้น

ถ้าพิจารณาแต่ตัวเท้า ยังถือว่าเท้ามีส่วนที่สะท้อนและสัมพันธ์กับอวัยวะภายใน มีตำแหน่งต่าง ๆ ที่สามารถมีอิทธิพลกับร่างกายส่วนต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน มีคำกล่าวที่ว่า   "ศรีษะร้อน เท้าเย็น ชีวิตไม่ยืนยาว"     "ศรีษะเย็น เท้าร้อน ยมบาลก็หมดปัญญาที่จะเอาไป"  นี่เป็นประโยคหนึ่งที่แพทย์แผนจีนบันทึกไว้ในสมัยราชวงค์ชิง เจิง กัว ฝาน แม่ทัพนามกระฉ่อนที่ปราบปรามพวกกบฎไทผิงจะดูแลสุขภาพตนเองทุกคืนก่อนนอน ด้วยการแช่เท้าในน้ำร้อนเขาทำเช่นนี้ต่อเนื่อง เมื่อเขาอายุ 50 ปีผ่านศึกมามากมายสภาพร่างกายยังแข็งแรง

  >>  ข้อดีของการแช่เท้าด้วยน้ำร้อน
1. การแช่เท้าด้วยน้ำร้อนสามารถป้องกันมือเท้าเย็น  โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว โดยผู้ที่มีภาวะเท้าเย็น
2. การแช่เท้าในหน้าร้อนจะกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด  จากปลายเท้าไปทั่วร่างกายทำให้ลดอาการเมื่อยล้า  เกิดการผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ปรับกระบวนการย่อยสลายอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานของร่างกาย
3. คนที่ปลายเท้าปวด ชา หรือปวดขา ปวดเข่า สามารถแช่น้ำร้อนลดอาการอักเสบ (ยกเว้นในขณะที่บวมอักเสบ หรือมีการติดเชื้อ) ลดปวดได้
4. คนที่มีอาการเย็นบริเวณท้องน้อย หน้าท้องเกี่ยวข้องกับปวดประจำเดือน ขาไม่มีแรง ปวดท้องกระเพาะอาหาร ลำไส้ อาจแช่ในระดับน้ำสูงขึ้นเหนือเข่าช่วยทำให้ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย

 >>  วิธีการแช่น้ำร้อนกับการปฏิบัติตัว
  1. ควรแช่น้ำร้อนอุ่นอุณหภูมิอุ่นพอทนได้ก่อนนอน
  2.อาจจะใช้การนวดกดจุดควบคู่ไปด้วยเช่น จุดหย่งเฉวียน(จุดเส้นไต) เป็นต้น 

 >> เพิ่มเติม จุดหย่งเฉวียน อยู่ตรงไหน
ตำแหน่ง หย่งเฉวียนงอนิ้วเท้าทั้งห้าเข้าหาอุ้งเท้าที่อุ้งเท้าจะปรากฏรอยบุ๋ม จุดจะอยู่ตรงกลางรอยบุ๋มนี้ (รูปที่ 1)
http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs412.snc4/47539_132646520114621_120847137961226_184122_5683427_n.jpg    รูปที่ 1
จุดหย่งเฉวียนนี้ การแพทย์จีน อธิบายว่าเป็นจุดบนเส้นขาเส้ายินไต ซึ่ง เป็นเส้นที่ทอดจากปลายนิ้วก้อยด้านฝ่าเท้า ผ่านจุดหย่งเฉวียนขึ้นไปตามขาด้านใน ผ่านท่อปัสสาวะไปยังไตแล้วผ่านไปยังปอด ขึ้นไปที่คอด้านหน้าและโคนลิ้น เป็นเส้นที่เชื่อมโยงไตและกระเพาะปัสสาวะ (รูปที่ 2)
http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs298.snc4/41262_132646560114617_120847137961226_184123_2441381_n.jpg  รูปที่ 2
3. ถ้ามีการอักเสบของเท้าบวมแดงหรือเป็นแผลหรือแช่น้ำร้อนแล้วรู้สึกมีอาการกำเริบ ปวดเท้าบริเวณที่อักเสบมากขึ้นควรงดการแช่เท้าทันที
4. เวลานอนหลับ ควรห่มผ้าห่มบริเวณหน้าอกและท้องและปลายเท้าให้อบอุ่นเสมอ  เพราะปลายเท้าเย็น จะส่งผลถึงช่องท้องถ้าผู้ที่ปัญหาด้านทางเดินหายใจต้องเพิ่มความอบอุ่นของ คอ แขน ขา ด้วย เพราะแขนขาจะมีเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง กับปอดและทางเดินหายใจส่วนบนด้วย
 >>  เทคนิคการทำให้ "ศรีษะเย็น ปลายเท้าร้อน"
มีความหมายมากในทางการแพย์จีนมีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีปัญหาเท้าเย็น  แต่ส่วนบนของลำตัวศรีษะร้อน หรือผู้ป่วยบางรายมีมือเท้าเย็น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่เกิดจากความเสียสมดุลของหยินหยางและเป็นพื้นฐานของระบบภูมิต้านทานร่างกายต่ำ
บางรายศีระษะส่วนบนร้อนมากเนื่องจากภาวะหยางในร่างกายขึ้นสู่เบื้องบนก็จะเกิดอาการความดันสูง เวียนศีรษะ แสบตา หลอดเลือดสมองแตกร้อนหงุดหงิด นอนไม่หลับ หูมีเสียง
ปลายเท้าที่เย็นทางการแพทย์จีน ถือว่า ไตพร่องไม่มีแรง ผลระยะยาวทำให้เมื่อยเอว เข่าไม่มีแรง เสื่อมสมรรถนทางเพศแก่เร็ว ขี้หนาวการทำงานของร่างกายลดลง เป็นต้น
คนที่มีสุขภาพดี เท้าต้องอุ่น หนักแน่นมีกำลัง  ศีรษะไม่ร้อน ไม่หงุดหงิด ไม่หนัก ตาต้องไม่แดงก่ำ การแช่เท้าด้วยน้ำร้อน จึงเป็นวิธีและเคล็ดลับที่ง่าย สะดวก ประหยัด ปลอดภัย
แหล่งข้อมูล:
http://www.doctor.or.th/node/6631
หนังสือ คลีนิค แพทย์จีน โดย นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณณาวิบูล
************************************

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs312.snc4/40949_132647213447885_120847137961226_184125_7338293_n.jpg 

"พบกับ Blog รูปโฉมใหม่ของบ้านสุขภาพเขาใหญ่และบ้านสุขภาพปทุมธานี 
ได้ที่ http://บ้านสุขภาพล้างพิษตับ.blogspot.com/"

ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) แปลโดย หมอแดง ดิ อโรคยา


Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ประเทศ USSR ปี 2534-2535
การประชุมนั้นมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเนื้องอก และแบคทีเรีย
ซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรค ที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้ น้ำมันสกัดเย็น หรือ หีบเย็น (สกัดน้ำมันออกมาโดยใช้ความร้อนต่ำ หรือไม่ใช้ความร้อนเลย)
ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัย ในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษาด้วยน้ำมันสกัดเย็น มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำพิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายโรค
ในบางกรณี บางรายที่ไม่ต้องการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดหรือการกินยา ก็ได้ใช้วิธีการนี้บำบัด ซึ่งก็เป็นผล อีกทั้งไม่เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมี



กระบวนการบำบัด และผลที่ได้รับที่น่าตื่นเต้นตามทฤษฎีนี้ กลับแสนง่าย โดยเริ่มต้นที่ใส่น้ำมันสกัดเย็นเข้าไปในปาก (น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันสกัดเย็นอื่น ไม่จำเป็นต้องกลั่นโดยวิธีธรรมชาติเสมอไป น้ำมันทานตะวันที่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตก็พอใช้ได้แล้ว)

กระบวนการบำบัดจะบรรลุผลสำเร็จด้วยระบบบำบัดของผู้นั้นเอง ในกรณีนี้อาจจะไปบำบัดเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ในเวลาเดียวกัน ร่างกายเองก็จะขับสารพิษออกทิ้งไม่ให้รบกวนระบบต่างๆ ของร่างกาย
Dr.Karach กล่าวว่า คนเราส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่แค่ครึ่งหนึ่งของชีวิตที่น่าจะเป็น ความจริงแล้วถ้าสุขภาพที่ดีจะมีอายุได้ถึง 140- 150 ปี

วิธีการทำ “Oil Pulling”
- เช้าตื่นนอนขึ้นมา ช่วงท้องว่าง ก่อนรับบประทานอาหารเช้า เอาน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เข้าปาก อย่าได้กลืนลงคอไปนะครับ แล้วทำให้น้ำมันเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปาก (Move Oil Slowly) กลั้วอยู่ในปาก ไม่ต้องทำแรงนัก Dr.Karach ใช้วิธีค่อยๆ จิบน้ำมันเข้าปาก ดูด และดึง น้ำมันให้ผ่านฟันไปมาให้ทั่วๆ ใช้เวลา 15 – 20 นาที
- ในขั้นตอนนี้ น้ำมันจะผสมกลมกลืนกับน้ำลาย แล้วทำให้มันเคลื่อนไหวกระตุ้นเอนไซม์ เพื่อให้เอนไซม์ดึงสารพิษออกมาจากกระแสเลือด จงอย่ากลืนน้ำมันนี้ลงคอไป เพราะมันมีพิษ พิษที่ดึงออกมานั่นแหละ
- เมื่อเราคลื่อนไหวน้ำมันอยู่ในปากสักพัก จะรู้สึกว่าน้ำมันนั้นเบาบางลงไม่หนืด ลักษณะคล้ายน้ำ สีขาว
- แต่ถ้าน้ำมันนั้นยังมีสีเหลือง(น้ำมันงา ทานตะวันจะสีเหลือง น้ำมันมะพร้าวจะใส) อยู่เหมือนเดิม แสดงว่าใส่น้ำมันมากไป หรือยังใช้เวลาไม่นานพอ
- ขั้นต่อไป ให้บ้วนน้ำมันที่อมอยู่ทิ้ง แล้วใช้น้ำสะอาดล้าง หรือจะให้ดี ก็ใช้นิ้วมือช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วยก็ได้

ล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี 
คุณควรล้างทำความสะอาดอ่างล้างหน้าให้ดี (ถ้าบ้วนน้ำมันที่อมลงในอ่าง) ใช้สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อล้างด้วยก็ดี เพราะน้ำมันที่บ้วนทิ้งลงไปนั้นจะมีแบคทีเรีย และสารพิษ Toxin ของเสียที่ดึงออกจากร่างกาย ถ้าลองใช้กล้องขยายขนาด 600 เท่าส่องดูก็จะพบว่ามีแบคทีเรีย และจุลินทรีย์ที่อยู่ในระยะฟักตัวเพื่อก่อโรคอยู่   สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจว่าการทำ OP เป็นกระบวนการทำให้ระบบเมทาโบริซึมเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง  สิ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจนก็คือจะทำให้ฟันของเราแน่นขึ้น ไม่โยกคลอน ทำให้เหงือกแข็งแรงสดใส ฟันก็จะขาวขึ้น    การทำ OP จะดีที่สุดก็คือตอนก่อนอาหารเช้า แต่ถ้าจะเร่งกระบวนการบำบัดให้เร็วขึ้น ก็ให้ทำ OP วันละ 3 เวลา ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่าง


ข้อควรระวังคือ
1 อย่ากลืนน้ำมันที่ทำ OP ลงคอไป จะต้องบ้วนน้ำมันที่อมอยู่ออกทิ้งไป แต่ก็อย่าวิตกกังวลถ้าเกิดกลืน หรือ
มีน้ำมันไหลลงคอไปบ้าง ร่างกายก็จะขับออกมาทางอุจจาระเอง
2 ถ้าเกิดอาการแพ้ หรือไม่ถูกโรคกับน้ำมันที่ใช้อยู่ ก็ให้ลองเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ดู
3 น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันงา นั้นใช้ได้ผลพอๆ กัน น้ำมันอื่นๆ ยังไม่พบว่าใช้มากนัก และควรใช้น้ำมัน
สกัดเย็น (แต่ก่อนนั้น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นยังไม่มีใช้ในอายุรเวท จะใช้น้ำมันงารักษาโรคเป็นส่วนใหญ่)



ประสบการณ์จากการบำบัดโดย Oil Pulling


จากผลการสำรวจโดยหนังสือพิมพ์ในประเทศอินเดีย ในปี ค.ศ. 1996 ที่ Andhra Jyoti ได้เขียนเรื่องราวข้อมูลจากบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยวิธีการ Oil Pulling ในหนังสือพิมพ์รายวัน Telugu มา 3 ปี ก็ได้จัดการสำรวจดูว่าวิธีการดังกล่าวนี้รักษาโรคอะไรได้บ้าง แล้วผลการรักษาได้ผลดีมากน้อยประการใด จากผลสำรวจที่ได้ตอบรับกลับมา 1,041 ราย จำนวน 927 ราย หรือ (89%) ได้รายงานผลการรักษามารายละโรค บางรายก็หลายโรค ส่วนอีก 114 ราย หรือ (11%) ราย ไม่ได้รายงานผลการรักษาว่าได้ผลแค่ไหน ตามผลการรายงานพอสรุปได้ดังนี้
อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คอ ศีรษะ 758 ราย
อาการภูมิแพ้ ปัญหาที่ปอด หอบหืด หลอดลมอักเสบ 191 ราย
ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง สีผิวที่ผิดปกติ อาการคัน รอยแผลเป็น ปื้นสีดำๆ ผื่นคัน 171 ราย
ระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี 155 ราย
อาการท้องผูก 110 ราย
โรคข้ออักเสบ ปวดตามข้อ 91 ราย
โรคหัวใจ โรค MS (อารมณ์แปรปรวน) 74 ราย
โรคเบาหวาน 56 ราย
โรคริดสีดวงทวาร 27 ราย
โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ของสุภาพสตรี 21 ราย
อาการที่คล้ายโรคโปริโอ มะเร็ง โรคเรื้อน โรคเกี่ยวกับไต ปัสสาวะบ่อย โรคเกี่ยวกับระบบประสาท และอัมพาต การตายด้าน การหมุนเวียนเลือดไม่ดี 72 ราย
มีผู้ที่ได้เปิดเผยผลของโรคที่บำบัดด้วยวิธีการนี้หลายรายจากหลักฐานที่ได้รับจากหลายๆ ท่านในการรักษาโรค มีทั้งหญิง ชาย อายุที่แตกต่างกัน บางรายถึงกับมอบสมุดที่จดบันทึกผลการรักษามาให้เลยทีเดียว ซึ่งพอจะยกตัวอย่างมาให้ได้อ่านกัน ดังนี้

โรคหอบหืด และภูมิแพ้ ที่เป็นมา 40 ปี
ปัจจุบันฉันมีอายุ 56 ปีแล้ว เคยทนทุกข์ทรมานกับโรคภูมิแพ้ และโรคหอบหืดมาตั้งแต่ฉันอายุ 11ปี เมื่อฉันเริ่มมีรอบเดือนครั้งแรกแล้ว หลังมีรอบเดือนแล้วสระผมเมื่อใด ก็จะทุกข์ทรมานจากอาการหอบหืด เจ็บคอ และถ้าไม่ใช่เวลามีรอบเดือน เมื่อฉันเอาน้ำลาดศรีษะเมื่อได ก็จะต้องเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นมาทุกครั้ง  ฉันพยายาม เสาะหาวิธีการรักษาโรคที่เป็นอยู่ทุกวิถีทาง 45 ปีแล้วที่ฉันรักษามาหลายวิธี แต่ก็ยังไม่พบว่าวิธีใดจะได้รับผลสำเร็จพอที่จะกำจัดโรคภัยไข้เจ็บออกไปจากตัวฉันได้  ฉันมีชีวิตอยู่กับยามาตลอด จนหลังสุด จากผลพวงจากการกินยา หมอบอกว่ามีปัญหากับหัวใจแล้ว  มันทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวังในชีวิตที่ต้องเผชิญปัญหาที่แสนสาหัสอย่างไร้ที่พึ่งพา   แต่ในช่วงนี้เอง วันที่ 3 มีนาคม 1994 ฉันจำได้ดี ได้พบกับคุณ T Koteswara rao ในงานเลี้ยงการแต่งงาน เขาได้บอกเล่า อธิบายถึง Oil pulling ให้ฉันฟัง และขอร้องให้ฉันทำตามที่เขาบอกเป็นเวลา 2 เดือนที่ฉันใช้วิธีการดังกล่าว ปัญหาความเจ็บปวดของฉันกลับเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ฉันก็เข้าใจดีว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดี การเกิดภาวะวิกฤตในการเริ่มการบำบัดนั้น มันเป็นการต่อต้านของโรคภัยไข้เจ็บ ต้องมีการต่อสู้ มั่นใจว่าจะต้องเกิดผลดีขึ้นแน่ ฉันจึงทำต่อไปไม่เปลี่ยนใจ
ปัจจุบัน เป็นเวลา 9 เดือนแล้วที่ฉันปฏิบัติมา สุขภาพของฉันดีขึ้นได้อย่างมหัสจรรย์ โรคหอบหืดหายไป ไม่มีอาการปวดเมื่อยร่างกาย หรือเจ็บปวดตามข้ออีก ไม่มีปื้นหรือจุดสีที่ผิดปกติต่างๆ บนผิวหนัง ๆ กลับสดใสขึ้น ระบบย่อยอาหารดีมาก ฉันสามารถรับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอาการแพ้อาหารแต่อย่างไร มีความสุขกับการรับประทานอาหาร ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้โรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้กำเริบขึ้นมา ฉันอยากจะบอกเล่าให้เพื่อนหญิงทั้งหลายได้รับรู้ ให้เข้าใจ และลองใช้วิธี Oil pulling แล้วทุกท่านจะมีสุขภาพที่ดี คุณสามารถพิสูจน์ดูได้ด้วยตัวคุณเอง
โดย Ms.V.Lakshminarsamamba, Krishna DT, A.P

โรคภูมิแพ้ หอบหืด กับ ประสบการณ์ที่น่าชื่นใจ
วันที่ฉันได้รู้จักวิธีการ OP คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1995 มันเป็นเรื่องราวที่ฉันได้รับความเบิกบาน รู้สึกถึงความสดชื่นที่อยู่ในปากในคอ ก็เพราะ OP นี้ทำให้ฉันอดบุหรี่ได้เมื่อ วันที่ 28 มีนาคม 1995 ฉันสามารถทำงานได้โดยไม่ค่อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย มีสมาธิในการทำงานด้วยความขยันขันแข็ง อดทน จมูกของฉันรู้สึกหายใจโล่ง สะอาด อาหารที่กินเพื่อควบคุมอาการภูมิแพ้ และโรคหอบหืด ที่เริ่มกินมาตั้งแต่เดือนกันยายน 1975 ก็สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1995 เลิกใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับโรคหอบหืด อาการชาที่แขน และขาก็หายไปเมื่อ เดือนเมษายน 1995  อาการที่มีความเจ็บปวดขา และเท้าเวลาเดินก็หายไป เมื่อ เดือนเมษายน 1995 เช่นกัน รู้สึกถึงรสชาดของอาหารได้ดีขึ้น และกำลังวังชาก็ดีขึ้นด้วย ฉันรู้สึกถึงความสดชื่นที่มีในปาก สุขภาพดีมาก นอนหลับได้อย่างมีความสุข
โดย Prof V.R.R.M. Babu, (57 years), Geology Dept, Andhra University, Waltair


ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ และหายใจดังฟู่ๆ
เมื่อสัก 3 เดือนที่ผ่านมา ผมและภรรยาได้ทำ Oil pulling อย่างสม่ำเสมอ เดิมผมมีปัญหากับอาการน้ำมูกไหลบ่อย เมื่อได้เริ่มใช้วิธีการดังกล่าวแล้ว อาการก็ลดน้อยลง มีอาการบ้างบางวัน ไม่ทุกข์ทรมานเหมือนแต่ก่อน ผมเคยมีอาการเจ็ยคอ และมีเสมหะที่เหนียวข้น ยากที่กำจัดมันออกได้ เดี่ยวนี้ไม่มีแล้วจมูกโล่ง ไม่เจ็บคออีก ส่วนภรรยาซึ่งเคยมีอาการภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ มีเสียงหายใจดังฟู่ๆ อาการก็ดีขึ้นหลังจากทำ OP มา
โดย Dr. P.V.R.D.N. Prasad Sarma, (practicing since), 1955 Machillpatnam, AP


โรคมะเร็ง
เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ฉันอยากจะเขียนเล่าเรื่องมะเร็งนี้สัก 3 ราย ใน 2 รายแรก ได้ตรวจสอบเนื้อเยื่อแล้วพบว่าเป็นมะเร็งแบบเนื้อกระด้างที่มดลูก อีกรายเป็นมะเร็งขั้นรุนแรง เป็นก้อนเนื้อโตขนาดลูกเทนนิสที่ขากรรไกร และก็ได้รักษาโดยการแพทย์ โฮมิโอพาที เช่นเดียวกับ 2 รายแรกที่เป็นมะเร็งที่มดลูก และก็ได้ใช้วิธีการ OP มา 2 เดือนแล้วด้วย
ในรายของสุภาพสตรีที่เป็นมะเร็งที่มดลูกเลือดออกน้อยลง สภาพโดยทั่วไปดีขึ้น และเขามีความมั่นใจ เชื่อมั่นว่าเขาจะดีขึ้น เราคงเข้าใจดีว่า ความเชื่อมัน ความไว้วางใจ ความศรัทธานั้น ช่วยในการบำบัดโรคได้ดีกว่ายา    ในกรณีรายที่เป็นมะเร็งที่ปากตรงกรามนั้น หลังจากเดือนหนึ่งที่ใช้ OP มีหนองไหลออกจากก้อนเนื้อ และก็ไหลมาตลอด จน 3 เดือนผ่านไป หนองจึงหยุดไหล แผลปิด และก้อนเนื้อที่เคยใหญ่ขนาดลูกเทนนิสนั้นก็หายไปเกือบจะเป็นปกติแล้ว ในรายนี้ได้ใช้ยาช่วยด้วยตามอาการที่เกิดขึ้น และฉันก็หวังว่าอาการของเขาจะหายดีจากโรคที่เป็นอยู่ โรคอื่นๆ เช่น โรคปวดตามข้อนั้น ปกติถ้าใช้ยาอาการจะดีขึ้นนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 8 เดือน แต่วิธี OP กลับช่วยใหโรคหายได้ภายใน 2 เดือน กรณีโรคภูมิแพ้ หอบหืด และโรคเกี่ยวกับฟัน ผลที่ได้รับจากวิธีการนี้ช่างน่าอัศจรรย์ นอกจากยาที่รักษาตามอาการที่เป็นแล้ว ก้ได้ให้ใช้วิธีการ OP ด้วย ฉันหวังว่า OP จะช่วยให้เขาเหล่านั้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
โดย Dr.S.Chandramouli, Homeopath, Gollalamamidalam, E.G. Dt., A. P


อาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร “ใช้วิธี OP ได้ผลดีมาก” 
ฉันใช้วิธีการ OP ตลอดมาปีหนึ่งแล้วโดยทำทุกวัน ๆ ละ 15 ถึง 20 นาที ในตอนเช้า ด้วยน้ำมันงาสีเหลืองนิดๆ ฉันอายุ 82 ปีแล้ว เคยมีปัญหากับอาการท้องผูก และริดสีดวงทวาร หาหมอรักษามาหลายหมอแล้ว กินยาใช้ยามาก็มาก ก็แค่บรรเทาชั่วคราว ฉันได้ฝึกทำ OP เพียง 2 สัปดาห์ อาการที่เป็นกลับรู้สึกบรรเทาลง ไม่ค่อยเจ็บปวดเวลาเคลื่อนไหว การอักเสบของริดสีดวงบรรเทาลงไป อาการถ่าย เอาของเสียออกเป็นไปด้วยดีขึ้น นอนหลับได้อย่างมีความสุขตลอดคืน อาการอาหารไม่ย่อยและไม่อยากอาหารหายไป หลักการแพทย์อายุรเวทได้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกโรค เป็นสิ่งที่ดีมากที่จะมาเริ่มทำ OP เพื่อสุขภาพที่ดี
โดย Padma Bhusan Sri Narayana Rao, People’Poet, Tirupathi, A.P


โรคเบาหวาน การตั้งครรภ์ การคลอดบุตร

ฉันอายุ 41 ปีแล้ว เป็นโรคเบาหวาน ไม่มีบุตร หลังจากได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 3 เดือน ฉันตั้งท้อง ในช่วงตั้งท้องนั้น ปรากฏว่าระดับน้ำตาลสูงขึ้น ฉันจึงได้หยุด OP ไปเดือนหนึ่ง โดยคิดว่าที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้นนี้ เป็นเพราะการทำ OP เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า นั่นคือสัญญาณแห่งการบำบัดที่ดี ฉันจึงเริ่มปฎิบัติใหม่อีกครั้ง ระดับน้ำตาลของฉันค่อยๆ ลดลง ฉันจึงปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ตั้งครรภ์อยู่ตลอดมา จนกระทั่งคลอดบุตรโดยการผ่าออก หมอได้ตรวจวัดค่าน้ำตาลในเลือดทั้งฉันและลูก ปรากฎว่าเราสองคนแม่ลูกน้ำตาลไม่สูง บาดแผลรอยผ่าแห้ง รอยเย็บหายดี สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 7 วัน ตัวหมอที่รักษาเองยังแปลกใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร นอกจากนั้นผลของการปฏิบัติ OP ยังมีผลดีกับฉันอีกหลายเรื่อง น้ำหนักของฉัน 90 กิโลกรัม สูง 4 ฟุต 11 นิ้ว เท้าของฉันบิดๆ เวลาเดิน เท้าของฉันเคยติดเชื้อ มีหนองไหลออกมาด้วย จากการได้ฝึกปฏิบัติ OP และได้เดินทุกวัน เท้ากลับมาแข็งแรง ก้าวเดินเหิรได้โดยไม่ยากเย็นเหมือนแต่ก่อนน้ำตาลในเลือดของฉันค่อยๆ ลดอย่างค่อยๆเป็นค่อยไปจนอาการเบาหวานหายไป ผิวหนังสะอาดสดใส รอยจุดด่างดำที่เคยปรากฏตามผิวหนังก็หายไป ร่างกายรู้สึกแข็งแรง ฟันแข็งแรง สุขภาพเหงือกดี ผมที่เคยทีมีสีขาวและเทาก็กลับกลายเป็นสีดำ
โดย Mrs. AVL Umamaheswari, Commercial Tax Dept, Eluru, A.P.



โรคเบาหวาน
อายุฉันล่วงเข้ามาถึง 74 ปีแล้ว ไม่มีความคาดหวังว่าวิธีการรักษาโรคแบบใดจะมาสร้างปฏิหารย์มารักษาโรคของฉันให้หายไปได้แน่ ฉันแน่ใจ และก็พูดเช่นนี้เสมอมา แต่เมื่อฉันได้ฝึกปฏิบัติ OP อย่างต่อเนื่องมา มันกลับเกิดปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น โรคเบาหวานที่สร้งปัญหาให้ฉันมา 13 ปีแล้วนั้น ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของฉันกลับมาเป็นปกติ โดยไม่ได้กินยาอื่นเลย ไม่ได้ใช้ยาเคมี นอกจากวิตามินและเอ็นไซม์
โดย (Swami Swarupanand Bharati, (K.R.K.IPS, D.I.G. (Retd)), Hyderabad

โรคหัวใจ
จากรายงานของอดีตนายพลจัตวากองทัพบก ที่เกษียณอายุแล้ว ที่แจ้งว่ามีปัญหากับโรคหัวใจ (Heart Attack) ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ปี 1987 ต้องรักษา กินยามาตลอด 11 ปี และเริ่มมีอาการพาร์กินสันได้ 5 ปี ก็ได้แต่กินยารักษาอีกเช่นกัน
ผมได้ฝึกปฏิบัติ OP อย่างจริงจังต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1998 เป็นเวลา 5 เดือนแล้วที่ได้ปฏิบัติมาตลอดทุกวันตอนเช้า ผลที่ได้ก็คือ
ความดันเลือด ลดลงอย่างชัดเจน ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ปกติ 130/80
อาการเหนื่อยอ่อน ใจจะขา ไม่ปรากฏขึ้นอีก ออกกำลังได้มากขึ้นไม่ค่อยเหนื่อย
การนอนหลับ นอนหลับได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำบ่อยๆ
การนอนกรน หายไปมากเลย นี่จากผลการลงมติของสมาชิกในครอบครัว
เสมหะ ซึ่งเรื่องนี้เคยสร้างปัญหาให้กับผมมากก่อนนี้ เดี๋ยวนี้หายไปแล้ว
เหงือก ดูสภาพดีมาก มีสีแดง ไม่มีเลือดออกอีกนานแล้ว
ฟัน สะอาด และดูสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี
อาการคัน หายไปแล้ว
เลือดที่จับตัวเป็นก้อนตรงตาตุ่ม หายไป 90-95% ผิวหนังที่เคยดำตรงบริเวณดังกล่าวก็ดีขึ้นแสดงว่าการไหลเวียนเลือดดีขึ้น
เส้นเลือด ที่เคยโป่งพองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณหลังมือ ตอนนี้หลังมือเรียบ นุ่มเนียน
ภาวะอารมณ์ จิตใจ มีความอดทน อดกลั้นได้ดี 90%
อาการสั่นที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ดีขึ้น 40%
มือและเท้าที่ใช้งานได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะมือและเท้าข้างขวา ตอนนี้ก็ดีขึ้น เขียนหนังสือได้ดีขึ้น 60-70%
อาการบวมที่เท้า และข้อเท้า บวมน้อยลง 50-60%
สายตา ซึ่งเคยใช้แว่นมากว่า 25 ปี ก็สร้างความประหลาดใจที่สามารถเล่นไพ่บริดจ์ได้โดยปราศจากแว่นตา
อาการหน้ามืดวิงเวียน เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่มีอาการปกติ ถ้ามีอาการความดันเลือดสูงขึ้นมาบ้างก็จะควบคุมโดยการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร
ความจำ พิสูจน์ได้ว่าดีขึ้นมาก
อาการทั่วๆ ไป การหายใจทำได้ดี การหมุนเวียนเลือดดี ปฏิกิริยาตอบสนองเป็นไปด้วยดี ออกกำลังกายได้นานขึ้น ทนความหนาวเย็นๆ ได้ดี เดินได้โดยไม่ค่อยเหนื่อย   ยาที่เคยกิน ค่อยๆ ลดยาเคมีลง ยานอนหลับไม่ต้องใช้อีกต่อไป ยารักษาพากินสันไม่ปรารถนาต้องใช้มันอีกแล้ว  ระบบย่อยอาหารดีเยี่ยม เขียนหนังสือได้เร็วขึ้น สามารถโพกผ้าบนศรีษะด้วยมือขวาได้ดีขึ้น ผิวหนังก็ดูสดใสขึ้น

โดย Brig (Retd) T.S.Chordary, (63 year), Janakapuri, New Delhi


จากรายงานของศัลยแพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว อาการขัดข้องที่หัวใจข้างซ้าย
ผมเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจด้านซ้าย หลังจากที่ได้เริ่มฝึกทำ OP ได้เพียง 15 วัน กลับพบว่าอาการมันดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีหลักฐานจากการตรวจคลื่นเสียงดูภายในหัวใจและการทำงานของหัวใจแล้ว และที่เคยทุกข์ทรมานจากแผลในลำไส้เล็กตอนต้น รักษามาตลอด 30 ปี ก็เป็นที่น่าพิศวง มันหายไปได้โดยไม่ต้องกินยาลดกรดอีกแล้ว
ผมมีอาการเริ่มๆ มีต่อมลูกหมากโตชนิดที่ยังไม่อันตราย หลังจากที่ได้ทำ OP แล้ว อาการที่ต้องลุกขึ้นปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ ก็น้อยลง อาการมีแผลร้อนในในปาก ลิ้นอักเสบ อาการคันที่ผิวหนังตรงบริเวณหน้าอก และคอ สีผิวที่ไม่ค่อยดี ก็หายไปหมด หลังจากอมน้ำมัน (OP) พบว่าฝ่ามือสดใสมีสีเลือด ผมจึงไปให้เขาตรวจเลือดดู ก็ต้องแปลกใจที่พบว่า ฮีโมโกลบินมีค่าสูงขึ้นจาก 11 gms to 12.4 gms ภายใน 2 เดือน
โดย Dr. N.Ranga Rao, Dy. Civil Surgeon (Retd.), Peddapuram, A.P



ลมหายใจไม่สะอาด กลิ่นปาก
ฉันมีปัญหากับอาการที่มีกลิ่นปาก และมีหนองไหลออกมาจากในปาก เป็นมา 8 ปีแล้ว
เมื่อมีกลิ่นปาก ก็ได้ไปหาหมอฟันได้ยามากิน ยาทำความสะอาดฟัน เมื่อกินยาและเครื่องไม้เครื่องมือมาทำความสะอาดฟันมันก็เพียงทำให้กลิ่นปากหายไปชั่วครั้งชั่วคราว
หลังจากที่ได้ทำ OP (อมน้ำมัน) ได้ 5 เดือน กลิ่นปากที่ไม่สะอาดก็หายไป
หนองก็ไม่ค่อยมีไหลแล้ว รู้สึกมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ไม่มีปัญหาเหมือนแต่ก่อน
วิธีการ OP ได้ดึงความเชื่อมั่นของฉันที่สูญเสียไปกลับคืนมา จากความกรุณาปราณีอันนี้ ทำให้ฉันได้สูดหายใจได้อย่างมีความสุข ดังกับว่าได้ให้ชีวิตใหม่แก่ฉันเลยทีเดียว
โดย G.B.Rao, Rajamundry, A.P

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ทรมานกับการร้อนใน และมีแผลในปากมา 12-15 ปีแล้ว
หลังจากได้อ่านบทความที่พิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Kannada Prabha เรื่อง “Oil pulling” ฉันได้เริ่มฝึกปฎิบัติวันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 1995 ควบคู่ไปกับการกินยา ช่วง 2-3 เดือนแรกอาการดีขึ้นสัก 25% เห็นจะได้ แต่พอได้สัก 4-5 เดือนอาการดีขึ้นมากเลย และที่เห็นได้ดีที่สุดเมื่อได้ 6 เดือน ดีขึ้น 100% เลย ฉันก็ได้ชลอการใช้ยาลง และพอได้ 7 เดือน ฉันก็เลิกกินยาเคมี อาการที่เคยเป็นแผลในปากหายไปตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกแล้ว เดี๋ยวนี้ฉันมีควมสุข โรคหายไปแล้ว 100% โรคแผลในปากที่เคยอยู่กับฉันมาแสนนานได้หายไปแล้วด้วย “Oil pulling” 
โดย Salamander Shiny, Manipal
โรคกล้ามเนื้อที่ใบหน้าอ่อนกำลัง (Myasthenia Gravis (MG))
ในปี 1980 ฉันอายุ 36 ปี เกิดอาการเห็นภาพซ้อน และหนังตาข้างขวาตก หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค MG
ในปี 1993 ฉันได้เริ่มฝึก OP และได้ใช้ยาร่วมกันไปด้วยในเดือนแรกๆ หลังจากนั้นก็หยุดยาได้แต่ทำ OP ต่อไป ไม่ช้าอาการกล้ามเนื้อที่หน้าอ่อนแรงก็หายดี เมื่อฉันได้หยุดปฏิบัติ OP ได้เดือนหนึ่ง อาการดังกล่าวก็กลับมาอีก ฉันจึงได้ทำ OP ต่อไปอีก และทำ OP อย่างเดียวโดยไม่กินยาอีกเลย
โดย T.Brahmaji Rao, Pedavadlapudu, Guntur Dt. A.P
อาการปวดหลัง ปวดคอ
ฉันมีอาการปวดหลังมานานเกือบ 10 ปีแล้ว ก็ได้หาหมอรักษามาหลายหมอ ซึ่งแต่ละท่านก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการรักษา แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่มีวันไหนที่ฉันจะเข้านอนได้โดยไม่ต้องกินยา บรูเฟน โวทาเรน หรือยาอื่นๆ
หลังจากที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการทำ OP ที่เขียนโดย Tummala Koteswara Rao   ฉันได้เริ่มฝึกปฏิบัติ OP โดยใช้น้ำมันทานตะวัน อาการก็ค่อยๆ เห็นผลภายใน 15 วัน และอาการดังกล่าวดีขึ้นมากใน 3 เดือน ตอนนี้ 6 เดือนแล้ว อาการปวดหายไปราว 90% ซึ่งยังเหลืออาการปวดหลังอยู่บ้าง  อาการที่เคยปวดที่คอและที่ปวดแขนในบางครั้งก็หายไป  อาการปวดหลังที่บอกว่ายังเหลืออีกนิดหน่อยนั้น ฉันก็ไม่ยอมกินยาแก้ปวดอีกแล้ว แต่ไม่ยอมหยุด OP เพราะพบว่ามันเป็นผลดีต่อฉันมาก และปลอดภัยกว่าการกินยา  ฉันได้เริ่มออกบรรยาย “สุขภาพดีได้ด้วย OP” ตามโรงเรียน สมาคม ที่ Telugu ให้พวกเขารู้จักวิธีการทำ OP
โดย Dr.V.Prabhakar (48 years) MDS (Madras), Guntakal A.P
อาการปวดหลัง และปวดตามข้อ
ฉันมีอาการเจ็บปวดข้อเข่ามาช้านานกว่า 10 ปีแล้ว และมีอาการปวดหลังช่วงล่างมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว ฉันได้พยายามรักษาโดยใช้ยามาหลายชนิด มันก็หายชั่วครู่ชั่วยาม ฉันเริ่มฝึกทำ OP เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1995 เพียง 5 วันที่ฉันได้ปฏิบัติมา สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น อาการปวดข้อเข่า และโรคปวดหลังช่วงล่างของฉันหายไป มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อว่า อาการปวดข้อเข่าของฉันมันหายไปได้อย่างไร ก็ยาที่กินมาตั้งมากมาย และนานแสนนานยังรักษาไม่ได้ ผลที่ได้กลับแย่ลงอีกต่างหาก
โดย Sudedar Juvva Gandhi, Sub-area HQ, Karnataka, Bangalore



อาการปวดเข่า และข้อเท้า
ฉันได้อ่านบทความและรายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรักษาโรคด้วยวิธีการทำ OP จาก “Andhra Jyoti” จนเกิดความมั่นใจและเชื่อถือแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลองฝึกทำเสียที จนกระทั่งน้องชายของฉันหายจากโรคหอบหืด และได้แนะนำให้ฉันได้ฝึกปฏิบัติดูบ้าง ปกติฉันเองจะเปิดพัดลม หรือนอนในที่มีลมแรงๆ ไม่ได้ ทำให้หายใจไม่ออก จมูกจะตัน อาบน้ำเย็นยิ่งไม่ได้เลย หลังจากได้ฝึกปฏิบัติ OP แล้ว ฉันสามารถนอนหลับสบายใต้พัดลมที่เปิดเต็มสปีด ไม่รู้สึกอึดอัด ในบางครั้งที่เคยมีอาการหอบหืด หรืออาการที่หลอดอาหารบ้างก็หายไป อาการที่เคยปวดเข่าซ้าย และปวดข้อเท้าขวามา 3-4 ก็ไม่มีอาการอีก อาการที่มีรอยแตกที่กระโหลกศรีษะตั้งแต่ฉันอายุ 5 ขวบก็ไม่มีแล้ว
ริดสีดวงทวารที่เป็นมา 20 ปี ปรากฏว่ามันหายไป มันช่างน่าเป็นเรื่องปาฎิหารย์จริงๆ
โดย Prof.T.Venugopal Rao, Principal, Vishaka of Professional Studies, J.R. Nagar, Vishakapatnam, A.P



โรคผิวหนัง ผื่นคันอักเสบพุพอง ก็บำบัดได้ 
ฉันอายุ 79 ปี เกษียณจากครูแล้ว มีความปรารถนาที่จะมีสุขภาพดี จึงได้ฝึกปฏิบัติ OP มาตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 1995 อาการที่มีคือ ผื่นคัน พุพอง(Eczema) มากว่า 30 ปีที่เท้าซ้าย ที่ได้ใช้วิธีการรักษามาหลายวีธี และก็เช่นเดียวกันกับที่นิ้วชี้มือขวาก็มีอาการมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว และมีอาการปวดหลังช่วงล่างมาเป็นปี หมอบอกว่ากระดูกสันหลังอักเสบ (Spondylitis) ฉันได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 1 ปี กับอีก 8 เดือน อาการปวดหลังช่วงล่างก็หายไป อาการที่เป็นผื่นคันพุพอง (Eczema) ที่นิ้วชี้มือขวาก็หายไป อาการที่ผิวหนังหายเป็นปกติ อาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายเกือบจะปกติแล้ว มีอาการคันบ้างในบางครั้ง ฉันรู้สึกมีความมั่นใจมากและจะปฏิบัติต่อไป มันเป็นวิธีการบำบัดที่แสนง่าย แต่เห็นผลน่าแปลกใจ และฉันก็มั่นใจว่าอาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายจะหายไปในไม่ช้าแน่นอน
โดย C.V.Purnachandra Rao, Chennal, T.N



อาการปวดฟัน ฟันโยกคลอน
ฉันเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว ตอนนี้อายุ 86 ปี มีอาการปวดฟันหนักขึ้นเรื่อยๆ เป็นอาการปวดรวดร้าวแสนทรมาน
ก็ได้ฝึกทำ OP บ้าง แต่ยังมีความสงสัย เคลือบแคลงใจ ไม่แน่ใจ จึงได้ไปหาหมอฟันด้วย เมื่อมันปวดหนักขึ้น ฉันก็ลองทำเป็น 2 ครั้งต่อวัน ปรากฏว่าความปวดน้อยลง อีก 2 วันก็หายปวด อาการปวดนี้เกิดกับฟันซี่หน้า ที่ใช้สำหรับกัด ตรงฐานรากของฟันดูจะโยกคลอน ไม่แน่น เมื่ออาการปวดฟันหายไป ฉันจึงมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ และอาการโยกคลอนก็หายไปภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น มีความรู้สึกว่าตอนนี้ฟันดีมาก ฉันสามารถกัดผลไม้และอาหารที่ไม่แข็งมากนักได้ นี่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฉัน และฉันต้องขอขอบคุณ แนวทางการรักษาโรคด้วยวิธี Oil Pulling จริงๆ
โดย G.R.Bhagavannarayana,(Retd,Govt service), 86 years, Rajamundry,533 105 AP.


คำถามที่ถูกถามบ่อย เกี่ยวกับ Oil pulling
ควรจะทำ OP เวลาไหนถึงจะดี?
แพทย์ทางอายุรเวท แนะนำว่าควรจะทำในช่วงเช้า หลังจากแปรงฟัน และท้องว่างอยู่ Dr Karach แนะนำให้ทำช่วงเช้า ตอนท้องว่าง จะให้ดีควรเป็นหลัง 1 ชั่วโมง หลังจากดื่มน้ำเปล่า ชา กาแฟ หรือน้ำใดๆ ในช่วงเช้า แต่ขอให้ทำก่อนอาหารมื้อเช้า หรือ ตอนท้องว่าง ขณะที่รู้สึกไม่ค่อยสบาย สุขภาพร่างกายมีปัญหา ก็ทำได้ใครบ้างที่ทำได้ ?
ใครๆ ก็ทำได้ อายุ 5 ขวบขึ้นไปก็ฝึกทำได้ สำหรับอายุ 5 ขวบหรือเกินกว่าไม่มาก ให้ใช้น้ำมันเพียง 1 ช้อนชา (5 cc.) ก็พอ ผู้ที่ถอนฟันแล้ว สตรีที่ตั้งครรภ์อยู่ ก็ทำได้แล้วจะดื่มน้ำหรือทานอาหารได้หลังจาก OP นานเท่าไร? 
หลังจากทำ OP แล้วล้างปาก แล้วก็สามารถดื่มน้ำหรือทานอาหารได้เลย ไม่ต้องทิ้งช่วงเวลาน้ำมันอะไรบ้างที่นำมาใช้ OP ได้?
Dr Karach แนะนำให้ใช้น้ำมันทานตะวัน ส่วนการแพทย์อายุรเวทแต่โบราณ ใช้น้ำมันงาเป็นหลัก ซึ่งน้ำมันทั้งสองชนิดก็ทำงานได้ดีในการช่วยบำบัดสุขภาพ บางท่านว่าน้ำมันงาใช้ได้ดีที่สุด ส่วนน้ำมันอื่นๆ ก็ใช้ได้แล้วแต่ความชอบ ของแต่ละคน เพียงแต่ยังไม่มีรายงานผลการใช้น้ำมันชนิดอื่นๆ มาให้ทราบมากนัก น้ำมันอื่นๆ อาจจะใช้ได้ดีในการนำมาใช้ก็ได้ แต่ยังไม่ได้รับความนิยมที่จะใช้กัน
(หมอแดง แนะนำให้ใช้ น้ำมันมะพร้าว ในการทำ Oil Pulling ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นใช้กันมากนัก และก็กลัวไขมันอิ่มตัวน้ำมันมะพร้าวกันมาก แต่ปัจจุบันนี้ความเชื่อนั้นเปลี่ยนไป)

น้ำมันที่ใช้เพียง 10 cc. มันดูน้อยจัง ใช้ 20 cc. จะได้ไหม?
เมื่อเราทำ OP น้ำมันที่อมในปากนั้นจะต้องรู้สึกบางเบา จางลง มีความรู้สึกคล้ายน้ำ ไม่ใช่ยังรู้สึกว่ายังอมน้ำมันอยู่ ควรจะรู้สึกคล้ายน้ำ เมื่อมีความรู้สึกอย่างนี้จึงจะเป็นผลดี และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ความมุ่งหมายในการทำ โดยทั่วไปความรู้สึกอย่างนี้จะเกิดขึ้นหลังจากอมไว้ 15-20 นาที แต่ถ้าใช้น้ำมันมากเกินไปมาอม ก็จะต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าที่น้ำมันจะกลายเป็นน้ำสีขาวๆ เราก็คงไม่มีเวลาที่จะมาอมน้ำมันอยู่นานๆ กันแน่ ถ้าหากบ้วนทิ้งออกมาแล้วยังรู้สึกว่ายังคงเป็นน้ำมันอยู่ ก็เป็นเรื่องเสียเปล่า ไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก จะไม่ค่อยรู้สึกสดชื่น ไม่ได้ผลสำเร็จตามที่ปรารถนา ถ้าจะใช้มากสักนิดหน่อยก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ ไม่เสียหายมากมาย เพียงแต่ใช้เวลานานเสียหน่อย และสำหรับเด็กเราก็ใช้แค่ 5 cc.ก็พอขณะที่ทำ OP อยู่นั้น จะทำอย่างอื่นพร้อมไปด้วยได้หรือไม่?
ไม่ควร ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ควรทำ OP อย่างช้าๆ นั่งในท่าสบายๆ เชยคางขึ้น นึกถึงน้ำมันที่แทรกเข้าไปตามซอกฟัน เข้าไปสัมผัสกับทุกๆ ส่วนของเยื่อบุผนังในช่องปาก ผ่อนคลายอารมณ์และร่างกายสำหรับโรคที่เจ็บปวดรุนแรงจนจะต้องผ่าตัด หรือโรคเรื้อรัง จะมีการทำ OP อย่างไร?
โรคที่มีอาการปวดอย่างมากจนถึงขนาดจะต้องผ่าตัดนั้น วิธีการนี้จะช่วยบำบัดได้ภายใน 4 วัน โดยปฏิบัติวันละ 3 ครั้ง
ตอนช่วงท้องว่าง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น   ส่วนในโรคที่มีอาการเรื้อรังมานานนั้น อาจต้องใช้เวลาเป็นปี หรือมากกว่า แล้วแต่อาการและความหนักหนาของโรคที่เป็นอยู่นั้น เป็นมานานมากแค่ไหนแล้ว อายุของผู้ป่วย อุปนิสัย พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยก็เป็นปัจจัยสำคัญ
จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างในการทำ OP?
น้ำมันที่อมยังคงสภาพเป็นน้ำมันอยู่ ไม่มีลักษณะคล้ายน้ำ หรือรู้สึกบางเบา หลังจาก 30 นาที แล้วกับรู้สึก
ถูกดูดซึม และเหลือปริมาณน้อยลง   เหตุที่น้ำมันไม่แปรสภาพไปคล้ายน้ำ ก็เพราะว่ามีน้ำลายน้อย หรือการผลิตน้ำลายออกมาน้อย ในช่องปากแห้ง เป็นมากในกรณีนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในตอนเช้า หรือไม่ก็ตอนเย็น  ในสภาวะปกติทั่วไป น้ำมันจะไม่ถูกดูดซึมในปาก สาเหตุนั้นมาจากน้ำลายมีน้อย หรือร่างกายขาดน้ำ ขาดสารเหลว ในกรณีนี้ให้ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว แล้วออกเดินสัก 30 – 45 นาที แล้วกลับมาทำ OP   รู้สึกในจมูกถูกปิดกั้น เกิดการสะสมของน้ำมูก ทำให้หายใจไม่ค่อยดีขณะมีน้ำมันอยู่ในปาก  กรณีนี้ให้ล้าง ทำความจมูกให้ดี สั่งน้ำมูกออกให้รู้สึกโล่งจมูกก่อน แล้วจึงทำ OP  ขณะที่อมน้ำมันอยู่ในปาก เมื่อมีน้ำมูกให้ใช้วิธีหายใจแรงหลายๆครั้ง เพื่อให้มีแรงลมดันออกมาทางจมูก
อยากจะจาม หรือไอขณะที่อมน้ำมันอยู่ รู้สึกระคายคอ คันคอทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญ อยากจะจามหรือไอขณะที่กำลังอมน้ำมันอยู่ในปาก ให้ค่อยๆ ทำ และให้ผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดถึงน้ำมันที่อยู่ในปาก ถ้าจะจามหรือไอ ให้ทำตรงอ่างหรืออะไรรองรับ เพื่อไม่ให้มีการพ่นเป็นสเปร์ยออกมา หรือไม่ก็หากระดาษทิชชูมาปิดปากป้องกันไว้
เสมหะ เสลดในลำคอไหลเข้ามาที่ในปาก ขณะที่อมน้ำมันอยู่  ถ้ามีเสมหะเกิดขึ้นมาเต็มปากเต็มคอ ทำให้ทำ OP ไม่สะดวก ก็ให้บ้วนทั้งน้ำมันและเสมหะออกทิ้งไป และอมน้ำมันใหม่อีกครั้ง  กระตุ้นให้อยากถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ ขณะทำ OP  เมื่อมีกระตุ้นให้เกิดปัสสาวะและถ่ายอุจจาระขณะที่ทำ OP ก็ให้ไปปัสสาวะ อุจจาระได้ระหว่างทำ OP อมน้ำมันไปด้วยให้สบายใจ ไม่ต้องเครียด
จะใช้เวลาสักเท่าไรในการที่จะรักษาโรค? 
ระยะเวลาที่จะใช้ในการดูแลรักษาโรคแต่ละโรคนั้น เป็นการยากที่จะกะเกณฑ์ ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย สภาพร่างกายของผู้ป่วยว่าทรุดโทรมขนาดไหน และโรคที่เป็นอยู่หนักหนาขนาดไหน อาหาร อัปนิสัยและพฤติกรรมของตัวผู้ป่วยแต่ละคน  Dr Karach กล่าวว่า “โรคที่เจ็บป่วยเรื้อรังมานานอาจใช้เวลาปีหนึ่ง ขณะที่โรคที่มีอาการปวดจนถึงขนาดจะต้องผ่าตัด อาจใช้เวลาแค่ 2 – 4 วัน ให้ฝึกทำจนกว่าจะรู้สึกแข็งแรงดังเดิม มีความสดชื่น หลับได้ดี รู้สึกเจริญอาหาร ความจำที่ดีกลับคืนมาเหมือนเดิมอีกครั้ง”แล้วการทำ OP ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างไร?
การรักษาโดยวิธี OP เกิดขึ้นเหมือนกับการรักษาโรคโดยทั่วไป เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ (ซึ่งเป็นบทหนึ่งที่ผมได้เขียนไว้ว่า “OP ช่วยบำบัดรักษาโรคได้อย่างไร” อยู่ในหนังสือชื่อ “Oil Pulling”) ซึ่งผมจะอธิบายตามหลักทฤษฎีว่าทำไม OP ถึงช่วยบำบัดรักษาโรคได้  Dr (med.) Karach ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า “ตามหลักการน้ำมันได้ช่วยรักษาฟันได้ดีอยู่แล้วตามที่ทราบกันดี จะเห็นผลได้ชัดเจนว่าน้ำมันทำให้ฟันมั่นคง แข็งแรง ช่วยรักษาฟันที่โยกคลอน รักษาอาการเลือดออกที่เหงือก และทำให้ฟันขาว”  Oil Pulling ในด้านการแพทย์อายุรเวท เรียกว่า “KAVALA GRAHAM” ในหัวข้อของ Charaka Samhita sutra ได้เขียนไว้ว่า   “การอมน้ำมัน หรือ OP ด้วยน้ำมันงาจช่วยรักษาฟันที่เป็นรู เป็นแมงกินฟัน ช่วยรักษารากฟันให้แข็งแรง รักษาโรคฟัน อาการเสียวฟันที่เวลากินของเปรี้ยว จะช่วยรักษาฟันที่ผุ ทำให้ฟันแข็งแรงสามารถที่จะขบเคี้ยวของแข็งๆ ได้ดีขึ้น”



สิ่งเหล่านี้เป็นที่รู้และต่างก็มีประสบการณ์กันในการรักษาโรคฟันมาแล้วมากมาย มีหลักฐานเป็นที่เชื่อถือได้ในการใช้วิธี OP บำบัดรักษาโรคฟัน ป้องกันผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับฟัน หรือที่เกี่ยวกับฟัน และเห็นผลอย่างเด่นชัด ซึ่งหมอฟันไม่สามารถทำได้ จากประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เราจะเห็นว่า OP ช่วยรักษาอาการปวดฟัน ขจัดการติดเชื้อ หยุดความเสียหายความเสื่อมสภาพที่จะเกิดหรือเกิดขึ้นแล้วกับฟัน บรรเทาหรือกำจัดอาการเสียวฟัน ทำให้ฟันมั่นคงและไม่โยกคลอน

ตามที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถนำมาเชื่อมโยงเหตุผลเข้ามาเป็นเหตุผลว่าทำไม OP ช่วยรักษาอาการปวดให้หายไปได้ ต่อต้าน และกำจัดอาการติดเชื้อ ช่วยเยียวยารักษาสภาพของฟันที่กำลังเสียหายช่วยอาการเสียว ปวดฟัน ช่วยป้องกันและรักษาสุขภาพในช่องปาก ช่วยเหนี่ยวนำระบบประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น ให้ต่อมไร้ท่อ ต่อมคัดหลั่งทำงานได้ดี ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลร่างกาย
ในทำนองเดียวกัน OP ก็จะช่วยบำบัดอาการปวดศรีษะ ไมเกรน การจาม อาการเย็น อาการปวดในเวลาไม่กี่วัน และจะทำวันละครั้งหรือหลายครั้งก็ได้ อาการเมาค้าง สามารถบำบัดได้โดยเพียงทำ OP 2- 3 ครั้งในช่วงเช้า สิ่งที่ปฏิบัติเหล่านี้จะเป็นการศึกษา และเป็นประสบการณ์ ถ้าฝึกทำบ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญในการปฏิบัติ และก็สามารถประเมินผลที่ได้จากประสบการณ์ที่เราได้ทำ ได้เจอด้วยตัวของตัวเอง วิธีการบำบัดโดย OP ก็จะคล้ายๆ กันในแต่ละโรค จะมีแตกต่างกันบ้างก็ในเรื่องของระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัดในแต่ละคน

จะมีผลข้างเคียง หรือจะเป็นอะไรบ้างไหมถ้าจะใช้ยาไปพร้อมๆ กันไปด้วย ?
โดยปกติทั่วไปจะไม่มีผลข้างเคียง การบำบัดรักษาจะเป็นไปอย่างนิ่มนวล อ่อนโยน ในบางกรณีบางโรค อาจจะมีอาการมากขึ้นมาบ้างนิดหน่อย ก็อย่าไปวิตกกังวล เพราะอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาณที่ดี  บอกให้เราได้รู้ว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นกำลังได้รับการบำบัดอยู่ ให้อดทนหน่อย แต่ถ้าในกรณีที่มีอาการมากขึ้นจนทนไม่ได้ ก็ให้หยุดทำ OP ไปสัก 2-3 วัน หรือจะกินยาเพื่อช่วยระงับอาการและทำ OP ไปด้วยก็ได้  ในกรณีที่ต้องกินยา หรือยังไม่อยากจะหยุดยาทีเดียวเลย ก็ให้กินยาไปด้วยพร้อมๆ กัน แล้วค่อยๆ ลดจำนวนยาลงทีละน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป จนมีความแน่ใจว่าได้ผลดีแล้ว จึงหยุดยาทั้งหมด แล้วทำ OP อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการถอนรากถอนโคนของโรคออกไปให้หมด ในกรณีที่เป็นโรคเรื้อรัง เป็นมานาน ต้องกินยาอยู่ ไม่อยากหยุดยา ก็ให้ทำ OP พร้อมๆ กันไป ก็ไม่เกิดผลเสีย
Dr Karach กล่าวว่า บางท่านอาจจะมีโรคที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายโรคที่แสดงความเลวร้ายออกมาอย่างชัดเจน
โรคแรกอาจเป็นโรคที่ติดเชื้อ ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สิ้นหวังที่จะบำบัด และโรคอันดับรองลงมาก็จะเป็นผลจากโรคแรกที่ว่าแต่ก็เป็นๆ หายๆ ไม่กี่วันโรคอันอับรองๆ นั้นก็หายไปบ้าง ในขณะที่ก็มีบางโรคที่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้น มันเป็นอาการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรณีของผู้ที่ทุกข์ทรมานกับเรื้อรังที่เป็นมาช้านาน ในสภาวะเช่นนี้ Dr Karach แนะนำว่า ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมาจงมุ่งมั่น อย่าท้อถอย ให้ปฏิบัติ OP ต่อไปอย่างต่อเนื่อง อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และโรคทั้งหลายก็จะค่อยๆ เบาบางลง หรือหายไปทีละโรค ขอให้คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นหลังจากทำ OP แล้วโรคหลายโรคปะทุขึ้นมา มันเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบ เป็นสัญญาณเตือนที่ดีว่าโรคนั้นจะค่อยๆ หายไปในที่สุด

ตัวอย่างของปฏิกิริยาโต้ตอบที่เกิดขึ้น
-- จะเกิดอาการคันที่ผิวหนัง บริเวณที่ อักเสบจากอาการบาดเจ็บ หรือ เป็นแผลอยู่
- ในกรณีกระดูกหักจากอุบัติเหตุ อาการเจ็บปวดอาจจะมากขึ้นบ้าง ในช่วงที่อยู่ในกระบวนการบำบัด ให้เข้าใจว่าอยู่ในช่วยเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ให้ทำ OP ต่อไปตามปกติ หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 ครั้ง/วัน หรือถ้ามีอาการหนักเกินไป ก็ให้หยุดทำ OP ก่อนสัก 2-3 วันและค่อยกลับมาทำใหม่ใช้ยาตามที่หมอสั่งได้ แต่ให้น้อยลง เพื่อลดอาการเจ็บปวด และให้ทำ OP ต่อไปในขณะที่เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ มันไม่ใช่ว่าจะเกิดปฏิกิริยานี้ในทุกโรคทุกกรณีในการบำบัด ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยที่ต้องทุกข์ทรมานมานาน
ปฏิกริยาตอบโต้อาจจะปรากฏจนทำให้โรคนั้นเลวร้ายขึ้นบ้าง ในช่วงนี้หลายท่านมีความคิดว่าจะหยุดทำ OP
ขอให้อย่าได้หยุดเด็ดขาด ให้ทำ OP ต่อไป นี่คือสัญญาณเตือนที่ดี ว่าโรคกำลังได้รับการบำบัดแล้ว
ให้เข้าใจไว้ว่านี่คือปฏิกิริยาโต้ตอบ อย่าได้หยุดเลย เพราะเรากำลังได้รับการบำบัด ใช้เวลาอีกไม่นาน โรคภัยที่เป็นอยู่ก็จะหายไป สุขภาพที่ดีก็จะหวนกลับคืนมา แล้วเราก็จะได้มีความสุขกับสุขภาพที่ยอดเยี่ยมเสียที


"พบกับ Blog รูปโฉมใหม่ของบ้านสุขภาพเขาใหญ่และบ้านสุขภาพปทุมธานี 
ได้ที่ http://บ้านสุขภาพล้างพิษตับ.blogspot.com/"